Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_การพูดภาษาแปลกๆ

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday50
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week561
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3406
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28402
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40233

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

the voice of one crying in the wilderness.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_การพูดภาษาแปลกๆ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2009 เวลา 17:00 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง การพูดภาษาแปลกๆ
โดย Webmaster www.christiancmu.com

- กจ.2:4 “เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด”
- การพูดภาษาแปลกๆ หรือ glossalalia (มาจากภาษากรีกว่า glossais lalo) ได้รับการยอมรับจากคริสเตียนในพระคัมภีร์ใหม่ว่าเป็นหมายสำคัญที่พระเจ้าทรงประทานให้เพื่อยืนยันว่าผู้เชื่อได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์
- กจ.10:45-47 “45ฝ่ายพวกที่ได้เข้าสุหนัต ซึ่งเชื่อถือในพระเยซูเจ้า คือที่มาด้วยกันกับเปโตรก็ประหลาดใจ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ลงมาบนคนต่างชาติด้วย 46เพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่างๆและยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เปโตรจึงย้อนถามว่า 47"ใครอาจจะห้ามคนเหล่านี้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนเรา โดยมิให้เขารับบัพติศมาด้วยน้ำได้"
- กจ.19:6 “เมื่อเปาโลได้วางมือบนเขาแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนเขา เขาจึงพูดภาษาแปลกๆ และได้ทำนายด้วย”
- ชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามแบบพระคัมภีร์ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคริสเตียนในปัจจุบัน

1)  การพูดภาษาแปลกๆ ที่ถูกต้อง

1.1) การพูดภาษาแปลกๆ เป็นการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์

- การพูดภาษาแปลกๆ เป็นการสำแดงที่เหนือธรรมชาติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจให้ผู้เชื่อมีการกล่าวถ้อยคำเป็นภาษาใดภาษาหนึ่ง (Gk glossa) ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน
- กจ.2:4 “เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด”
- 1คร.14:14-15 “14เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์ 15ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด”
- ภาษาที่พูดอาจจะเป็นภาษาของมนุษย์ที่มีกันอยู่แล้ว หรือเป็นภาษาที่ไม่รู้จักกันมาก่อนบนโลก
- กจ.2:6 “เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาจึงพากันมา และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตัว”
- 1คร.13:1 “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆ ได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรักข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง”


1.2) การพูดภาษาแปลกๆ เป็นหมายสำคัญเริ่มต้นของการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์

- การพูดภาษาแปลกๆ เป็นถ้อยคำที่ได้รับการดลใจที่จิตวิญญาณของผู้เชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์เชื่อมเข้าด้วยกันในการกล่าวออกมาเป็นคำสรรเสริญ และ/หรือ เป็นคำพยากรณ์
- พระเจ้าทรงเชื่อมต่อการพูดภาษาแปลกๆ เข้ากับการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตั้งแต่ครั้งแรกใน กจ.2:4 ซึ่งทำให้ผู้เชื่อ 120 คนในวันเพนเทคศเตและผู้เชื่อคนอื่นๆ หลังจากนั้น จะได้รับการยืนยันผ่านทางประสบการณ์นี้ ว่าพวกเขาได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว
- กจ.10:45-46 “45ฝ่ายพวกที่ได้เข้าสุหนัต ซึ่งเชื่อถือในพระเยซูเจ้า คือที่มาด้วยกันกับเปโตรก็ประหลาดใจ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ลงมาบนคนต่างชาติด้วย 46เพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่างๆ และยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เปโตรจึงย้อนถามว่า”
- ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรปฏิเสธหมายสำคัญที่ยืนยันการรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยการพูดภาษาแปลกๆ นี้ หรือละเลยไม่ให้ความสนใจ เราจะพบว่า ความจริงและประสบการณ์ของวันเพนเทคศเตจะถูกบิดเบือนหรือถูกปฏิเสธไปทั้งหมด

1.3) การพูดภาษาแปลกๆ เป็นของประทาน

- การพูดภาษาแปลกๆ ยังได้รับการบรรยายว่าเป็นของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ให้แก่ผู้เชื่ออีกด้วย
- 1คร.12:4-10 “4ของประทานนั้นมีต่างๆ กัน แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน 5งานรับใช้มีต่างๆ กัน แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน 6กิจกรรมมีต่างๆ กัน แต่มีพระเจ้าองค์เดียวกันเป็นต้นเหตุแห่งกิจกรรมนั้นๆ ในทุกคน 7การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน 8พระเจ้าทรงโปรดประทานโดยทางพระวิญญาณ ให้คนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญา และให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน 9และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน 10และให้อีกคนหนึ่งทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งเผยพระวจนะได้ และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆ ได้”

- ของประทานนี้ พระวิญญาณทรงประทานให้เราด้วยจุดประสงค์หลักๆ 2 ประการ

1) การพูดภาษาแปลกๆ ที่มีการแปลนั้น ใช้สำหรับการนมัสการในชุมชน เพื่อสื่อสารเนื้อหาของถ้อยคำที่กล่าวออกมาต่อที่ประชุม เพื่อให้ที่ประชุมได้รับการนำเข้าสู่การนมัสการ การสรรเสริญ หรือการเผยพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำทิศทางโดยตรง

o 1คร.14:5-6 “5ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านทั้งหลาย พูดภาษาแปลกๆ ได้ แต่ยิ่งกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ท่านทั้งหลายเผยพระวจนะได้ เพราะว่าผู้เผยพระวจนะได้นั้นก็ใหญ่กว่าคนที่พูดภาษาแปลกๆ ได้  เว้นแต่เขาสามารถแปลภาษานั้นๆ ออก เพื่อคริสตจักรจะได้รับความเจริญขึ้น 6นี่แหละพี่น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ามาหาท่านและพูดภาษาแปลกๆ จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านเล่า เว้นเสียแต่ข้าพเจ้าจะพูดกับท่านโดยให้คำวิวรณ์ หรือให้ความรู้ หรือเผยพระวจนะ หรือสั่งสอน”
o 1คร.14:13-17 “13เหตุฉะนั้นคนที่พูดภาษาแปลกๆ ได้นั้น ควรจะอธิษฐานขอให้แปลได้ด้วย 14เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์ 15ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด 16มิฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจแล้ว คนที่อยู่ในพวกที่รู้ไม่ถึงจะว่า "อาเมน" เมื่อท่านโมทนาพระคุณอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด 17แม้ท่านโมทนาพระคุณอย่างไพเราะก็ตาม แต่คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น”


2) การพูดภาษาแปลกๆ ที่ใช้โดยผู้เชื่อที่เป็นการพูดส่วนตัวกับพระเจ้า และเป็นการเสริมสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณให้จำเริญขึ้น ซึ่งหมายถึงการพูดในระดับของจิตวิญญาณเพื่อจุดประสงค์ของการอธิษฐาน การขอบพระคุณ หรือการร้องเป็นบทเพลง

o 1คร.14:4 “ฝ่ายคนที่พูดภาษาแปลกๆ นั้นก็ทำให้ตนเองเจริญฝ่ายเดียว แต่ผู้เผยพระวจนะนั้นย่อมทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น”
o 1คร.14:2 “เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใด ที่พูดภาษาแปลกๆ ได้ ไม่ได้พูดกับมนุษย์ แต่ทูลต่อพระเจ้า เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนใดเข้าใจได้ แต่เขาพูดเป็นความล้ำลึกฝ่ายพระวิญญาณ”
o 1คร.14:14-17 “14เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์ 15ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด 16มิฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจแล้ว คนที่อยู่ในพวกที่รู้ไม่ถึงจะว่า "อาเมน" เมื่อท่านโมทนาพระคุณอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด 17แม้ท่านโมทนาพระคุณอย่างไพเราะก็ตาม แต่คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น”
o 1คร.14:28 “แต่ถ้าไม่มีผู้ใดแปลได้ก็ให้คนเหล่านั้นอยู่เงียบๆ ในที่ประชุม และให้พูดกับตัวเอง และทูลต่อพระเจ้า”


2) การพูดภาษาแปลกๆ ที่ผิด

• การเพียงแต่พูดภาษาแปลกๆ หรือการสำแดงพิเศษอื่นใดที่เหนือธรรมชาติ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันถึงงานและการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์
• การพูดภาษาแปลกๆ สามารถปลอมแปลงได้ ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำของมนุษย์หรือวิญญาณชั่วก็ได้
• พระคัมภีร์เตือนเราว่า อย่าเชื่อไปเสียทุกๆ วิญญาณ แต่ให้ตรวจสอบว่าประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณนั้นมาจากพระเจ้า
• 1ยน.4:1 “ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก”

2.1) ในการยืนยันความถูกต้อง, การพูดภาษาแปลกๆ ต้องเป็น “พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด”

- ตามแบบแผนในพระคัมภีร์ใหม่ การพูดภาษาแปลกๆ จะต้องเป็นผลที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ (spontaneous result) ของการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ครั้งแรก ไม่ใช่ภาษาที่เกิดจากการเรียนรู้หรือสอนให้แก่ผู้เชื่อเพื่อให้พูด
- กจ.2:4 “เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด

2.2) พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเตือนอย่างชัดเจนว่าในวาระสุดท้ายจะมีวิญญาณล่อลวงเกิดขึ้นในคริสตจักร รวมทั้งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เกิดจากอำนาจของซาตาน และคนงานที่หลอกลวงที่ปลอมตัวเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า

- 1ทธ.4:1-2 “1พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้าจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวง และฟังคำสอนของพวกผีปิศาจ 2ซึ่งมาจากการหน้าซื่อใจคดของคนที่โกหก คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร”
- มธ.7:22-23 “22เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ" 23เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า "เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”
- 2ธส.2:9 “คนนอกกฎหมายนั้นจะมาโดยการดลบันดาลของซาตาน พร้อมกับการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และหมายสำคัญ และการอัศจรรย์แห่งความเท็จ”
- 2คร.11:13-15 “13เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์ 14การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้ 15เหตุฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่คนรับใช้ของซาตาน จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา”
- เราต้องเอาใจใส่ต่อคำเตือนเหล่านี้
- 2ธส.2:8-10 “8ขณะนั้นคนนอกกฎหมายนั้นก็จะปรากฏตัวขึ้น และพระเยซูเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์ และจะทรงผลาญให้สูญไปด้วยการปรากฏและการเสด็จมาของพระองค์ 9คนนอกกฎหมายนั้นจะมาโดยการดลบันดาลของซาตาน พร้อมกับการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และหมายสำคัญ และการอัศจรรย์แห่งความเท็จ 10และอุบายอธรรมต่างๆสำหรับคนเหล่านั้นที่จะต้องพินาศ เพราะเขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้”

2.3) ในการที่จะสังเกตว่าการพูดภาษาแปลกๆ นั้นเป็นของแท้ มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราต้องเปรียบเทียบกับหลักการพระคัมภีร์เรื่องผลของการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

- หากผู้ที่พูดภาษาแปลกๆ ไม่ได้ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์และไม่ยอมอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ และไม่มีชีวิตแห่งการเชื่อฟังพระวจนะ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะสำแดงหมายสำคัญใดๆ.. การกระทำเหล่านั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า
- 1ยน.3:6-10 “6ผู้ใดที่อยู่ในพระองค์ ผู้นั้นไม่กระทำบาป ส่วนผู้ใดที่กระทำบาป ผู้นั้นยังไม่เห็นพระองค์ และยังไม่รู้จักพระองค์ 7ลูกทั้งหลายเอ๋ย อย่าให้ใครชักจูงท่านให้หลง ผู้ที่ประพฤติชอบก็ชอบธรรมเหมือนอย่างพระองค์ชอบธรรม 8ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร 9ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้า ผู้นั้นไม่กระทำบาป เพราะสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้นั้นและเขากระทำบาปไม่ได้ เพราะเขาเกิดจากพระเจ้า 10ดังนี้แหละ จึงเห็นได้ว่าผู้ใดเป็นบุตรของพระเจ้า และผู้ใดเป็นลูกของมาร คือว่าผู้ใดที่มิได้ประพฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ผู้นั้นก็มิได้มาจากพระเจ้า”
- 1ยน.4:1-3 “1ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก 2โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า 3และวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับเชื่อพระเยซู วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว”
- มธ.24:11 “ผู้เผยพระวจนะปลอมหลายคนจะเกิดมีขึ้น และล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป”
- มธ.24:24 “ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้”
- ยน.8:31 “พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง”



ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2009 เวลา 18:00 น.