Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_พระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์เดิม

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday110
mod_vvisit_counterYesterday129
mod_vvisit_counterThis week346
mod_vvisit_counterLast week836
mod_vvisit_counterThis month847
mod_vvisit_counterLast month3711
mod_vvisit_counterAll days33158
สมาชิก : 142
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 45759

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

the sick brought to jesus at sunset in capernaum .gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_พระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์เดิม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 01 พฤศจิกายน 2009 เวลา 21:42 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง พระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์เดิม
โดย Webmaster www.christiancmu.com

- คำสอนที่เป็นรากฐานสำคัญเรื่องหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่ ก็คือ พระเยซูคริสต์(พระเมสสิยาห์) เป็นผู้ที่ทำให้พระคัมภีร์เดิมสมบูรณ์
- ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูแนะนำว่าพระคริสต์คือทายาทผู้สืบทอดมรดกของสิ่งทั้งปวง ที่พระเจ้าได้กล่าวถึงผ่านผู้เผยพระวจนะ
- ฮีบรู 1:1-2 "1ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ 2แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร"
- พระเยซูได้ทรงยืนยันพระองค์เองว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะสมบูรณ์
- มัทธิว 5:17 "อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ"
- หลังจากพระเยซูคริสต์ทรงฟื้นพระชนม์ด้วยพระสง่าราศี พระองค์ได้สำแดงแก่สาวกของพระองค์จากธรรมบัญญัติของโมเสส ของผู้เผยพระวจนะและพระธรรมสดุดี (นั่นคือจาก 3 หมวดของพระคัมภีร์เดิมโดยการแบ่งแบบพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู) ว่าพระเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้นานมาแล้วในทุกสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับพระองค์
- ลูกา 24:25-27 "25พระองค์ตรัสแก่สองคนนั้นว่า 'โอคนเขลา และมีใจเฉื่อยในการเชื่อบรรดาคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้น 26จำเป็นซึ่งพระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนั้น แล้วเข้าในพระสิริของพระองค์มิใช่หรือ' 27พระองค์จึงทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อ ให้เขาฟังเริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะ"
- ลูกา 24:44-46 "44พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'นี่เป็นถ้อยคำของเราซึ่งเราได้บอกไว้แก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรายังอยู่กับท่านว่า บรรดาคำที่เขียนไว้ในหมวดธรรมบัญญัติของโมเสส และในหมวดผู้เผยพระวจนะและในหมวดสดุดีกล่าวถึงเรานั้น จำเป็นจะต้องสำเร็จ' 45ครั้งนั้นพระองค์ทรงบันดาลให้ใจเขาทั้งหลายเกิดความสว่างขึ้น เพื่อจะได้เข้าใจพระคัมภีร์ 46พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'มีคำเขียนไว้อย่างนั้นว่า พระคริสต์จะต้องทรงทนทุกข์ทรมาน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม'"

- เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการเผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมที่พยากรณ์ถึงพระเยซูคริสต์ เราจะศึกษากันบางประการเกี่ยวกับ Typology(การศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบและสัญลักษณ์)

1. หลักการของ Typology  

- Typology คือการศึกษาอย่างระมัดระวังถึงส่วนประกอบต่างๆ ของการสำแดงในพระคัมภีร์เดิม (เรียกว่า types หรือ แบบจำลอง มาจาก ภ.กรีกว่า tupos) ซึ่งถูกทำให้สมบูรณ์เมื่อพระเมสสิยาห์ได้เสด็จมา (ผู้ซึ่งเป็น antitype หรือ ตัวจริง)
- กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีความสอดคล้องกันระหว่าง บุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งของในพระคัมภีร์เดิม กับพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่
- มีหลักการพื้นฐาน 2 ประการที่เกี่ยวข้องกับแบบแผนของคำพยากรณ์(prophecy)และความสำเร็จตามคำพยากรณ์(fulfillment)

1) ในการมองว่าข้อความในพระคัมภีร์เดิมชี้ไปที่พระเยซูคริสต์อย่างไร เราต้องเริ่มต้นด้วยการมองข้อความนั้นๆ ว่าเป็นการสำแดงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่ของพระเจ้า(God's history of redemption) เสมอ

- นั่นคือเราต้องศึกษาข้อความในพระคัมภีร์ในฐานะที่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์(ไม่ใช่นิยาย หรือความบังเอิญ) จากนั้นให้มองว่าข้อความนั้นๆ ชี้ไปที่การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในฐานะของพระเมสสิยาห์ที่มาตามพระสัญญาอย่างไร

2) เราต้องตระหนักว่า การทำให้สำเร็จตามพระคัมภีร์เดิมของพระเมสสิยาห์ (Messianic fulfillment of an OT passage) มักจะมีระดับฝ่ายวิญญาณที่สูงกว่าเหตุการณ์ในพระคัมภีร์เดิม

- แท้จริงแล้ว คนในพระคัมภีร์เดิมที่อยู่ในเหตุการณ์อาจจะไม่ได้เห็นสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในคำพยากรณ์ถึงการเสด็จมาของพระบุตรของพระเจ้า
- ตัวอย่างเช่น กษัตริย์ดาวิด อาจจะไม่รู้ว่าพระธรรมสดุดี 22 ที่พระองค์เขียนถึงความทุกข์ยากของพระองค์นั้นเล็งถึงความทุกข์ยากของพระคริสต์บนกางเขน
- หรือการร้องไห้คร่ำครวญของผู้ที่ถูกจับเป็นเชลยเมื่อเดินผ่านอุโมงค์ฝังศพนางราเชลในรามาห์ คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าวันหนึ่งน้ำตาของพวกเขา(แบบจำลอง) จะถูกทำให้สำเร็จ*(ตัวจริง) ในการตายของเด็กทุกคนที่อายุสองขวบลงมาในเบธเลเฮ็ม
- เยเรมีย์ 31:15 "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'ได้ยินเสียงในรามา เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้ ราเชลร้องไห้คร่ำครวญเพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับคำเล้าโลมในเรื่องบุตรทั้งหลายของตน เพราะว่าบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว'"
- มัทธิว 2:18 "ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์ เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้ คือนางราเชลร้องไห้คร่ำครวญ เพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับฟังคำปลอบเล้าโลม เพราะบุตรทั้งหลายนั้นไม่มีแล้ว"

- บ่อยครั้งที่เราอ่านพระคัมภีร์เดิมแล้วไม่ทราบว่าเป็นคำพยากรณ์ จนกระทั่งได้เห็นจากพระคัมภีร์ใหม่ว่าเป็นคำพยากรณ์ผ่านการสำแดงของพระเจ้า
* หมายเหตุ: คำว่า 'ถูกทำให้สำเร็จ' นี้มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า fulfilled เป็นการแปลตามตัวอักษรเพื่ออธิบาย types-antitype หรือแบบจำลอง-ตัวจริง ไมได้หมายความว่าพระเจ้ามีเจตนาให้เด็กถูกฆ่าตายเพื่อทำให้คำพยากรณ์สำเร็จ เพราะแท้จริงพระองค์ทรงทราบอยู่แล้วทุกสิ่งว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างตั้งแต่พระองค์ทรงสร้างโลก แต่คำๆ นี้ใช้อธิบายในมุมมองของมนุษย์เพราะมนุษย์ต้องรอให้เวลานั้นๆ มาถึงก่อนเขาจึงจะเห็นเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ แต่สำหรับพระเจ้าพระองค์ไม่ต้องรอเพราะทรงทราบหมดแล้ว

2. ประเภทของแบบจำลอง

- เราสามารถแบ่งรูปแบบของสิ่งที่พระคัมภีร์เล็งถึงและพยากรณ์ถึงการเสด็จมาของพระคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่ได้อย่างน้อย 3 ประเภท

1) ข้อความเจาะจงจากพระคัมภีร์เดิมที่ยกมากล่าวในพระคัมภีร์ใหม่ (Specific OT texts quoted in the NT)

- มีข้อความในพระคัมภีร์เดิมหลายตอนที่กล่าวเป็นคำพยากรณ์ถึงพระคริสต์อย่างชัดเจน เพราะถูกยกมากล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่
- ตัวอย่างเช่น มัทธิวกล่าวถึง อิสยาห์ 7:14 เพื่อพิสูจน์ว่าพระคัมภีร์เดิมพยากรณ์ถึงการประสูติจากหญิงพรหมจารีย์ของพระคริสต์
- มัทธิว 1:23 "ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)"
- และกล่าวถึง มีคาห์ 5:2 เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูจำต้องบังเกิดที่เบธเลเฮ็ม
- มัทธิว 2:6 "บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย จะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุดในสายตาของบรรดาผู้ครองแผ่นดินยูเดียก็หามิได้ เพราะว่าเจ้านายคนหนึ่งจะออกมาจากท่าน ผู้ซึ่งจะครอบครองอิสราเอล ชนชาติของเรา"
- มาระโก เตือนผู้อ่านของเขาว่าการมาของยอห์นบัพติศโตในฐานะผู้ที่ล่วงหน้ามาก่อนของพระคริสต์ได้ถูกพยากรณ์ไว้แล้วทั้งโดยอิสยาห์และมาลาคี
- มาระโก 1:2-3 "2ในพระธรรมอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะมีเขียนไว้ว่า 'เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ 3เสียงผู้ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป'"
- อิสยาห์ 40:3 "เสียงหนึ่งร้องว่า 'จงเตรียมมรคาแห่งพระเจ้า ในถิ่นทุรกันดาร จงทำทางหลวงสำหรับพระเจ้าของเราให้ตรงไป ในทะเลทราย'"
- มาลาคี 3:1 "พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า 'ดูเถิด เราส่งทูตของเราไปเพื่อตระเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา และพระเจ้าผู้ซึ่งเจ้าแสวงหานั้นจะเสด็จมายังพระวิหารของพระองค์อย่างกระทันหัน ทูตแห่งพันธสัญญาผู้ซึ่งเจ้าพอใจนั้น ดูเถิด ท่านกำลังมาแล้ว'"

- เศคาริยาห์ได้พยากรณ์ถึงการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างมีชัยชนะของพระเยซูในวันอาทิตย์ก่อนวันอีสเตอร์(Palm Sunday) - วันอีสเตอร์เป็นชื่อที่ถูกเรียกขึ้นภายหลัง
- เศคาริยาห์ 9:9 "ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่ร้อง ดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรมและความรอด พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา"
- มัทธิว 21:1-5 "1ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงภูเขามะกอกเทศ แล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน 2สั่งเขาว่า "จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่าน ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้จูงมาให้เรา 3ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่าน ท่านจงว่า "พระองค์ต้องประสงค์" แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที" 4เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า 5จงบอกชาวศิโยนว่า กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน โดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา"
- ยอห์น 12:14-15 "14และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า 15"ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดู กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา"

- ประสบการณ์ของดาวิดที่บันทึกไว้ใน สดุดี 22:18 เล็งถึงทหารที่กางเขนได้ฉีกเสื้อของพระเยซูแบ่งกัน และสิ่งที่ได้กล่าวไว้ใน สดุดี 16:8-11 ได้ถูกแปลความว่าเป็นคำพยากรณ์ที่ชัดเจนถึงการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู
- สดุดี 22:18 "เสื้อผ้าของข้าพระองค์เขาแบ่งปันกัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์นั้นเขาก็จับฉลากกัน"
- สดุดี 16:8-11 "8ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว 9เพราะฉะนั้นจิตใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย 10เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย หรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น 11พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์"

- กิจการ 2:25-32 "25เพราะกษัตริย์ดาวิดได้ทรงกล่าวถึงพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะว่าพระองค์ประทับที่มือขวาของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะมิได้หวั่นไหว 26เพราะฉะนั้น จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดี และลิ้นของข้าพเจ้าจึงเปรมปรีดิ์ อนึ่งร่างกายของข้าพเจ้าจะอยู่ด้วยความไว้ใจ 27เพราะพระองค์จะไม่ทรงละข้าพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งจะไม่ทรงให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์เปื่อยเน่าไป 28พระองค์ได้ทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทราบทางแห่งชีวิตแล้ว พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพระองค์มีความยินดีเต็มเปี่ยมหน้าพระพักตร์ของพระองค์ 29"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีใจกล้าที่จะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายถึงดาวิดบรรพบุรุษของเราว่า ท่านสิ้นชีวิตแล้วฝังไว้ และอุโมงค์ฝังศพของท่านยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้ 30ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ และทราบว่าพระเจ้าตรัสสัญญาไว้แก่ท่านด้วยพระปฏิญาณว่า พระองค์จะทรงประทานผู้หนึ่งในวงศ์ตระกูลของท่านให้ประทับบนพระที่นั่งของท่าน 31กษัตริย์ดาวิดก็ทรงล่วงรู้เหตุการณ์นี้ก่อน จึงทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ว่า พระเจ้ามิได้ทรงละพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งพระมังสะของพระองค์ก็ไม่เปื่อยเน่าไป 32พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้"
- กิจการ 13:35-37 "35เพราะพระองค์ตรัสไว้ในที่อื่นว่า พระองค์จะไม่ให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์ ประสบความเน่าเปื่อย 36ฝ่ายดาวิด เมื่อได้ปฏิบัติในคราวอายุของท่านตามพระทัยของพระเจ้า และได้ล่วงหลับไปแล้ว และต้องฝังไว้กับบรรพบุรุษของท่านก็เน่าเปื่อยไป 37แต่พระองค์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้เป็นขึ้นมานั้น มิได้ประสบความเน่าเปื่อยเลย"

- ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูยืนยันว่า เมลคีเซเดค คือแบบจำลองของพระคริสต์ มหาปุโรหิตตลอดนิรันดร์ของเรา
- ปฐมกาล 14:18-20 "18เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้ 19แล้วอวยพรท่าน "ขอพระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินจงโปรดให้อับรามได้รับพระพรเถิด 20สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน" อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้นถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเคด"
- สดุดี 110:4 "พระเจ้าทรงปฏิญาณแล้ว  และจะไม่เปลี่ยนพระทัยของพระองค์  'เจ้าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์  ตามอย่างของเมลคีเซเดค'"

- นอกจากนี้แล้ว ยังมีตัวอย่างอีกมากมายในกรณีนี้ที่ไม่ได้นำมากล่าวไว้

2) การพูดถึงข้อความในพระคัมภีร์เดิมโดยผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ (Allusion by NT writers to OT passages)  

- อีกรูปแบบหนึ่งในการหาพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์เดิม ก็คือข้อความในพระคัมภีร์ใหม่ที่ไม่ได้ยกข้อความจากพระคัมภีร์เดิมมาตรงๆ แต่ได้กล่าวถึงบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งของในพระคัมภีร์เดิมว่าพยากรณ์ถึงพระคริสต์
- ตัวอย่างเช่น ข้อความที่เป็นคำพยากรณ์แรกของพระคัมภีร์คือ ปฐมกาล 3:15 พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะส่งพงศ์พันธุ์ของหญิงมาทำลายพงศ์พันธุ์ของงู
- ปฐมกาล 3:15 "เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ"
- เป็นที่แน่ใจว่าเปาโลมีพระธรรมตอนนี้ในความคิดขณะที่ท่านกล่าวว่าพระคริสต์ทรงประสูติจากสตรีเพศเพื่อไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ
- กาลาเทีย 4:4-5 "4แต่เมื่อครบกำหนดแล้วพระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ 5เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร"
- โรม 16:20 "ไม่ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุข จะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด"
- เช่นเดียวกับยอห์น เมื่อท่านได้ยืนยันว่าพระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อ "ทรงทำลายกิจการของมาร"
- 1ยอห์น 3:8 "ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร"
- ยอห์นบัพติศโตกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงนำความบาปออกไปจากโลก(ยอห์น 1:29) ได้ชี้กลับไปที่ เลวีนิติ 16 และ อิสยาห์ 53:7
- ยอห์น 1:29 "วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า "จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย"
- เลวีนิติ 16 - เรื่องแพะที่รับความบาปไปจากชุมชน  
- อิสยาห์ 53:7 "ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า และเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใดท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น"

- นอกจากนั้น เปาโลได้กล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็น "แกะปัสกาของเรา"(our Passover Lamb) เพื่อแสดงว่าการฆ่าแกะปัสกาในพระคัมภีร์เดิมนั้นได้พยากรณ์ถึงการตายของพระคริสต์เพื่อเรา
- 1โครินธ์ 5:7 "จงชำระเชื้อเก่าเสีย เพื่อท่านจะได้เป็นแป้งดิบก้อนใหม่ เหมือนขนมปังไร้เชื้อ เพราะพระคริสต์ผู้ทรงเป็นปัสกาของเราได้ถูกฆ่าบูชาเสียแล้ว"
- อพยพ 12:1-14 (เปิดพระคัมภีร์อ่านเอาเองนะครับ)
- พระเยซูเองก็ทรงตรัสไว้เช่นกันว่า โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารเป็นแบบจำลองถึงการที่พระองค์จะต้องถูกตรึงบนกางเขน
- กันดารวิถี 21:4-9 "4เขาทั้งหลายออกเดินจากภูเขาโฮร์ตามทางที่ไปทะเลแดง เพื่อจะอ้อมแผ่นดินเอโดมประชาชนท้อถอยเพราะเหตุหนทาง 5และประชาชนก็บ่นว่าพระเจ้าและว่าโมเสสว่า "ทำไมพาเราออกจากอียิปต์มาตายในถิ่นทุรกันดาร เพราะไม่มีอาหารและไม่มีน้ำ เราเบื่ออาหารอันไร้ค่านี้" 6และพระเจ้าก็ทรงให้งูแมวเซามาในหมู่ประชาชน งูก็กัดประชาชน และคนอิสราเอลตายมาก 7และประชาชนมาหาโมเสสกล่าวว่า "เราทั้งหลายได้กระทำบาปเพราะเราทั้งหลายได้บ่นว่าพระเจ้าและบ่นว่าท่าน ขอทูลแด่พระเจ้าขอพระองค์ทรงนำงูไปจากเราเสีย" ดังนั้นโมเสสจึงอธิษฐานเพื่อประชาชน 8และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงทำงูแมวเซาตัวหนึ่งติดไว้ที่เสา ทุกคนที่ถูกงูกัดเมื่อเขามองดูเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้" 9ดังนั้นโมเสสจึงทำงูทองสัมฤทธิ์ตัวหนึ่ง และติดไว้ที่เสา แล้วถ้างูกัดคนใด ถ้าเขามองดูงูทองสัมฤทธิ์นั้น เขาก็มีชีวิตอยู่ได้"

- และเมื่อยอห์นกล่าวว่า พระเยซูคริสต์ พระวาทะของพระเจ้า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งผ่านทางพระองค์ เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดถึงพระธรรมสดุดี 33:6 ที่กล่าวว่า "โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์"
- ยอห์น 1:1-3 "1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ"
- ฮีบรู 1:3 "พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว ก็ได้ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน"
- ฮีบรู 1:10-12 "10และ องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า ในเบื้องต้นพระองค์ทรงสร้างแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ 11สิ่งเหล่านี้จะพินาศ แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่สิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม 12พระองค์ทรงม้วนสิ่งเหล่านี้ไว้ดุจผ้าคลุม และสิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป แต่พระองค์ยังทรงเป็นอย่างเดิม และปีเดือนของพระองค์ไม่สิ้นสุด"

- ที่ยกมาเป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนของแบบจำลองประเภทที่สองที่สัมพันธ์กับพระคริสต์

3) บุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งของในพระคัมภีร์เดิมที่ชี้ไปที่แก่นแท้ของการไถ่อย่างชัดเจน (OT persons, events or things that focus on the theme of redemption)

- เหตุการณ์อพยพของอิสราเอลออกจากอียิปต์ ซึ่งถูกพิจารณาตลอดทั้งพระคัมภีร์เดิมว่าเป็นเหตุการณ์แห่งการไถ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายใต้พันธสัญญาเดิม ได้บอกล่วงหน้าถึงพระคริสต์และแผนงานแห่งการไถ่ที่พระองค์นำมาภายใต้พันธสัญญาใหม่
- แบบจำลองบางประการในพระธรรมอพยพที่เล็งถึงพระคริสต์และแผนงานแห่งการไถ่ของพระองค์ ได้แก่ โมเสส, ปัสกา, การข้ามทะเลแดง, มานา, น้ำจากศิลา, พลับพลาและเครื่องใช้, และมหาปุโรหิต


ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 03 พฤศจิกายน 2009 เวลา 13:57 น.