Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday40
mod_vvisit_counterYesterday104
mod_vvisit_counterThis week334
mod_vvisit_counterLast week765
mod_vvisit_counterThis month1052
mod_vvisit_counterLast month2301
mod_vvisit_counterAll days13803
สมาชิก : 103
Content : 141
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 21034

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

elijah calling down fire on mt carmel.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2010 เวลา 23:13 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง คำอุปมาของพระเยซู_ผู้หว่านพืช

• อ่านพระธรรม มัทธิว 13:1-9, 18-23 (เป็นตอนหลัก); มาระโก 4:1-9, 13-20; ลูกา 8:4-8,   11-15

คำนำ
• พระเยซูทรงเสด็จเข้ามาในโลกเพื่อประกาศถึงการมาของอาณาจักรพระเจ้า มีพระดำรัสสอนมากมายเกี่ยวกับอาณาจักร เงื่อนไขในการเข้าสู่อาณาจักร และลักษณะของคนแห่งอาณาจักร เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์เราจะพบว่าเครื่องมือหนึ่งที่พระเยซูทรงใช้ในการบอกถึงการมาของอาณาจักรของพระองค์คือ คำอุปมา
• คำอุปมาส่วนใหญ่ในพระคัมภีร์จึงเป็นคำอุปมาเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า หรือที่หลายครั้งเรียกว่าแผ่นดินของพระเจ้าหรือแผ่นดินสวรรค์ ตัวอย่างคำอุปมาที่กล่าวถึงอาณาจักร เช่น คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช(มธ.13:1-23), คำอุปมาเรื่องข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี(มธ.13:24-43), คนงานในสวนองุ่น(มธ.20:1-16), เรื่องงานอภิเษก(มธ.22:1-14), เรื่องประตูแคบ(ลก.13:22-30) ฯลฯ

• ในบทเรียนนี้ จะกล่าวถึงคำอุปมาที่เป็นคำอุปมาแรกสุดที่พระเยซูทรงใช้ และถือว่าเป็นคำอุปมาที่สำคัญในการกล่าวถึงการตอบสนองต่อการมาของอาณาจักรของพระองค์
• ประเด็นสำคัญของคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชนั้นเราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย เพราะพระเยซูได้ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจน เมล็ดพืชก็คือการบอกเล่าเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าและดินคือใจมนุษย์ (ข้อ 19) คำอธิบายของพระเยซูเน้นที่ชนิดของใจที่มีหลายแบบ มีทั้งที่ตอบรับและการปฏิเสธพระวจนะของพระองค์
• เนื้อหาของบทเรียนแคร์วันนี้จะดูกันถึงใจ 4 ชนิดหรือ 4 ประเภทที่ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า  

เนื้อหาบทเรียน

1. ดินตามหนทาง: ใจที่ขาดความเข้าใจ

• ดินชนิดที่หนึ่งเป็นตัวแทนของ ใจที่ขาดความเข้าใจ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในยุคนี้ เช่นเดียวกับในยุคของพระคริสต์ ดินชนิดนี้เป็นดินตามหนทาง (ข้อ 4) เมล็ดพืชยังไม่ทันงอกรากก็ถูกนก (ซึ่งพระเยซูเปรียบว่าเป็นเหมือนมารร้าย) มาจิกกินเสีย

2. ดินซึ่งมีพื้นหิน: ใจที่ตื้น

• ดินชนิดที่สองหมายถึง ใจที่ตื้น พระเยซูทรงอธิบายว่าใจแบบนี้เป็นเหมือนดินที่ปกคลุมพื้นหินคือมีเนื้อดินน้อย เมื่อเมล็ดพืชตกลงบนดินก็งอกได้แต่หยั่งรากได้ไม่ลึกเพราะมีเนื้อดินน้อย  มันงอกขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็เหี่ยวเฉาไปอย่างรวดเร็วเมื่อแดดจัดเพราะรากไม่มี ต่อมาพระเยซูทรงอธิบายลักษณะของคนประเภทนี้ใน มธ. 13:20-21 ว่า...
• มธ. 13:20-21 20และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี 21แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว และเมื่อเกิดการยากลำบาก หรือการข่มเหงต่างๆ เพราะพระวจนะนั้น เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด”
• มีคนจำนวนไม่น้อยเป็นเช่นนี้ พวกเขาได้ยินข่าวประเสริฐและพระวจนะก็เปิดใจรับ แต่หลังจากความยากลำบากและการข่มเหงมาถึง เช่น ตกงาน การเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องการเรียน มีปัญหาในครอบครัว ก็จากทางของพระเจ้าไปอย่างรวดเร็ว

3. ดินที่มีหนาม: ใจที่ถูกยับยั้ง  

• ดินชนิดที่สามหมายถึง ใจที่ถูกยับยั้ง ถูกยับยั้งด้วยสิ่งต่างๆ ซึ่งพระเยซูได้ให้ภาพของ หนาม และตรัสว่า “และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล” (ข้อ 22)
• เมล็ดพืชสามารถงอกขึ้นได้ แต่เพราะความกังวลเรื่องต่างๆ ในชีวิตและความรักในทรัพย์สมบัติ ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตในความจริงแห่งพระวจนะได้ หลายคนกังวลเรื่องการเรียน การงาน ครอบครัว จนไม่ได้แสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า หลายคนแสวงหาทรัพย์สินเงินทองจนละเลยที่จะมาหาพระเจ้าหรือแม้แต่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์

4. ดินดี: ใจที่เข้าใจ

• ดินชนิดที่สี่หมายถึง ใจที่เข้าใจ เป็นใจที่ยอมรับและพระวจนะพระเจ้าด้วยความเข้าใจ เป็นเหมือนดินดี เมล็ดพืชเมื่อตกลงไปจึงสามารถเติบโตได้ พระวจนะและความจริงสามารถเติบโตในดินชนิดนี้ได้เป็นอย่างงดี และทำให้เกิดดอกออกผลได้ “...ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง” (ข้อ 23) ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่า ท่ามกลางดินสี่ชนิดนั้น มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่เกิดผล ดังนั้น ใจที่เปิดรับด้วยความเข้าใจเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากข่าวประเสริฐและพระวจนะของพระเจ้า

สรุป
• วันนี้ คำถามที่มาถึงเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัวก็คือ ใจของเราเป็นใจที่เข้าใจและยอมรับความจริงของพระเจ้าหรือไม่ เรายอมให้ความจริงเหล่านั้นหยั่งรากลงในชีวิตและความคิดของเรา เพื่อปกป้องเราจากการล่อลวง และสามารถติดตามพระเจ้าไปสู่การเกิดผลฝ่ายวิญญาณหรือไม่
• แม้ว่าวันนี้เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของดินได้ แต่มีผู้หนึ่งทำได้คือพระองค์ผู้ทรงดูแลสวน พระองค์ทรงสามารถพรวนดินที่แข็งให้ร่วนซุย ขุดหินออกมา และดึงหนามทิ้งไป ความหวังของเราอยู่ในพระองค์ มีข้อสังเกตจากพระธรรมเอเสเคียลในเรื่องนี้ว่า...
• อสค. 36:25-27 25เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า 26เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า 27และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้าและกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และให้รักษากฎหมายของเราและกระทำตาม”
• ครั้งหนึ่งเมื่อเศรษฐีหนุ่มเดินจากไปอย่างเศร้าใจเมื่อพระเยซูทรงตรัสให้เขาละสิ่งสารพัดและติดตามพระองค์ หลังจากพระองค์ทรงตรัสว่ายากนักที่คนมั่งมีจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ สาวกก็ทูลถามว่า "ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้" พระเยซูทรงตรัสตอบว่า “ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (มธ.19:26)
• เราจึงควรแสวงหาพระคริสต์และยอมให้พระองค์สร้างใจใหม่ซึ่งเป็นใจที่จะยอมรับพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะเปิดคนที่เกิดผลได้อย่างเต็มที่ในชีวิตของเรา


Bibliography
Wenham, The parable of Jesus (InterVasity Press, 1989)
เจมส์ มอนท์กัมมะรี บอยซ์, อุปมาของพระเยซู (ศูนย์ทีรันนัส, 2005)
The Full Life Study Bible, New International Version (Zondervan)

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 26 มกราคม 2010 เวลา 00:03 น.