Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday38
mod_vvisit_counterYesterday104
mod_vvisit_counterThis week332
mod_vvisit_counterLast week765
mod_vvisit_counterThis month1050
mod_vvisit_counterLast month2301
mod_vvisit_counterAll days13801
สมาชิก : 103
Content : 141
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 21025

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jeroboam leads israel into sin by cf vos.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2010 เวลา 23:33 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง คำอุปมาของพระเยซู_ข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี

• อ่านพระธรรม มัทธิว 13:24-30, 36-43 แล้วอภิปรายร่วมกันว่าได้รับข้อคิดอะไรบ้าง

คำนำ
• คำอุปมาข้าวละมานท่ามกลางข้าวสาลี เป็นคำอุปมาที่อยู่ต่อเนื่องจากคำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชที่เราได้ศึกษากันไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นคำอุปมาที่เกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า
• คำอุปมานี้เป็นอีกคำอุปมาหนึ่งที่เราสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน เพราะพระเยซูทรงอธิบายความหมายด้วยพระองค์เอง “ผู้ที่หว่านเมล็ดพืชดีได้แก่บุตรมนุษย์” (ข้อ 37) “นาคือโลก” (ข้อ 38) “เมล็ดพืชดีคือพลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้า” (ข้อ 38) “ข้าวละมานคือพลเมืองของมารร้าย (ข้อ 38) “ศัตรูผู้หว่านพืชชั่วคือมาร” (ข้อ 39) “ฤดูเกี่ยวคือเวลาสิ้นยุค” (ข้อ 39) “ผู้เกี่ยวคือทูตสวรรค์ (ข้อ 39)
• “นา” หมายถึง โลกที่มีการปะปนกันของคนชอบธรรมและคนอธรรม มีความหมายครอบคลุมถึงคริสตจักรด้วย   
• ข้าวละมาน และข้าวสาลี เป็นพืชล้มลุกที่ไม่มีรากแก้ว แต่ลักษณะรากเป็นรากแขนง เมื่อปลูกปะปนกัน รากจะพันและประสานกันเป็นแพ
• การที่พระเจ้ามิได้ถอนข้าวละมานออกทันที เพราะการดึงข้าวละมานมีผลกระทบต่อรากของข้าวสาลี และข้อที่ 41 กล่าวว่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะมากำจัดทุกสิ่งที่เป็นต้นเหตุของบาปและกำจัดทุกคนที่กระทำชั่วออกจาก อาณาจักรของพระองค์
• วันนี้เราจะมาศึกษากันว่า พระเยซูทรงสอนเราผ่านคำอุปมานี้ว่าอย่างไรบ้าง

เนื้อหาบทเรียน

1. พระเจ้าทรงยินยอมให้คนชอบธรรมและคนอธรรมอยู่ร่วมกันในโลก ซึ่งบางครั้งเราไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการมองดูเพียงผิวเผิน จนกว่าจะถึงเวลาสิ้นยุค

• คำอุปมานี้เน้นว่าซาตานจะหว่านคนของมันให้อยู่ร่วมกับคนของพระเจ้าทั้งในและนอกคริสตจักร เพื่อขัดขวางความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ เราจึงควรระมัดระวังตัวที่จะไม่ถูกชักจูงให้ไปเป็นพรรคพวกของมัน และไม่ควรประหลาดใจหากสมุนของมารจะปรากฏตัวในฐานะที่เราคาดไม่ถึง หรือเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้เชื่อและลงท้ายด้วยการปฏิเสธพระศาสนา
• เปาโลเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ใน 2 โครินธ์ว่า “ซาตานเองยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้"
• 2คร.11:14-1514การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย  ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้ 15เหตุฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่คนรับใช้ของซาตาน จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา”
• จะมีหลายคนที่ละทิ้งความเชื่อไปในตอนท้าย ซึ่งยอห์นได้กล่าวในเรื่องนี้ไว้ว่า
• 1ยน.2:19 “เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ใช่พวกเรา เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่เขาได้ออกไปแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าเขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราไม่”
• เราจึงควรสำรวจชีวิตของเราเสมอ อย่าเปิดช่องให้มารเพื่อป้องกันไม่ให้มันล่อลวงให้เรากลายเป็นพวกของมัน ให้เราเฝ้าระวังในการอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ สามัคคีธรรมกับพี่น้องและเปลี่ยนแปลงชีวิตอยู่เสมอ
• 1เปโตร 5:8 "ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้"
• มัทธิว 26:41 "ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง"

2. คนอธรรมจะถูกแยกออก รับการพิพากษาเข้าสู่ความพินาศ

• สภาพที่คนอธรรมจะอยู่ร่วมกับคนชอบธรรม จะสิ้นสุดลงในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ในวันสิ้นยุค แต่อย่างไรก็ตามความจริงข้อนี้ไม่ได้ขัดกับความจริงที่ว่าคริสตจักรจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ไว้เท่าที่จะทำได้ด้วยการเชื่อฟังหลักการแห่งพระวจนะของพระเจ้า
• ในคริสตจักรจึงควรมีการตักเตือนกันและกันเมื่อพี่น้องกระทำผิด (มธ.18)
• ฮีบรู 3:13 "ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน  ตลอดเวลาที่เรียกว่า 'วันนี้'  เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไป  เพราะเล่ห์กลของบาป"
• นอกจากนั้น เราแต่ละคนควรตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอว่าเรายังดำเนินชีวิตในฐานะบุตรที่แท้จริงของพระเจ้าอยู่หรือไม่ และระมัดระวังที่จะกระทำตนเองให้เป็นไปตามที่ “พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่าน” ตามที่เปโตรได้กล่าวไว้ใน 2ปต.1:10  
• 2ปต.1:10 “เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตน ให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด”

3. คนชอบธรรมจะถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน ได้บำเหน็จและได้อยู่กับพระเจ้า

• ณ เวลาที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อพิพากษา จะเป็นเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวสำหรับทั้งคนอธรรมและคนชอบธรรม
• ตามลำดับที่พระเยซูให้ไว้ในคำอุปมานี้ คนอธรรมจะถูกรวบรวมก่อนและถูกนำออกไปจากคนชอบธรรมก่อน (ข้อ 30,41,49) จากนั้นคนชอบธรรมจะถูกรวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน และพระเยซูตรัสว่า “คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์” (ข้อ 43)

สรุป
• พระเยซูทรงตรัสคำอุปมาเรื่องนี้ ก็เพื่อเตือนใจเราว่า ไม่ใช่ทุกคนที่แสดงตัวว่าเป็นผู้เชื่อจะเป็นประชากรแท้แห่งอาณาจักรพระองค์ แต่คนที่ประพฤติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าต่างหากที่เป็นประชากรแท้ พระเยซูทรงตรัสในตอนหนึ่งว่า...
• มธ. 7:21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”
• เราจึงควรสำรวจชีวิตของเราทุกวันว่าวันนี้เราได้ประพฤติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือยัง
• เราควรดำเนินชีวิตด้วยหลักการของพระเจ้า มิใช่ด้วยการเลียนแบบพฤติกรรม หรือทำตามผู้อื่นโดยไม่ระมัดระวัง ในขณะเดียวกัน เราไม่ควรพิพากษากันและกัน เพราะผู้ที่จะแยกข้าวสาลีและข้าวละมานเป็นหน้าที่ของพระเจ้า พระองค์จะทำเมื่อถึงเวลาอันสมควร


Bibliography
Wenham, The parable of Jesus (InterVasity Press, 1989)
Craig L. Blomberg, Interpreting the Parables (InterVasity Press, 1990)
เจมส์ มอนท์กัมมะรี บอยซ์, อุปมาของพระเยซู (ศูนย์ทีรันนัส, 2005)
The Full Life Study Bible, New International Version (Zondervan)

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU)