Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องแกะหาย เหรียญหาย บุตรน้อยหลงหาย

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday88
mod_vvisit_counterYesterday161
mod_vvisit_counterThis week249
mod_vvisit_counterLast week1173
mod_vvisit_counterThis month896
mod_vvisit_counterLast month4571
mod_vvisit_counterAll days102533
สมาชิก : 379
Content : 160
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 128192

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jesus riding into jerusalem on a donkey on palm s.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องแกะหาย เหรียญหาย บุตรน้อยหลงหาย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2010 เวลา 23:42 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง คำอุปมาของพระเยซู_แกะหาย เหรียญหาย และบุตรน้อยหลงหาย

• อ่านพระธรรม ลูกา 15:1-32 

คำนำ
• คำอุปมาเรื่องแกะหาย เหรียญหาย และบุตรน้อยหลงหาย เป็นคำอุปมาที่เกี่ยวข้องกับความรอดที่ต้องศึกษาร่วมกัน ไม่สามารถแยกศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามลำพังได้ เพราะเป็นคำอุปมาที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์พากันบ่นต่อว่าพระเยซูว่า “คนนี้ต้อนรับคนบาปและกินด้วยกันกับเขา” (ข้อ 2) - ถ้าแยกศึกษาเป็นเรื่องๆ จะทำให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดขึ้นมาได้
• เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำกล่าวนั้น พระองค์ได้ตรัสคำอุปมา 3 เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องได้ชี้ไปที่จุดเดียวกันคือความรอด แต่อย่างไรก็ตามแต่ละคำอุปมาก็มีจุดเน้นที่แตกต่างกันที่เมื่อศึกษาครบ 3 เรื่องเราก็จะได้สิ่งที่พระเยซูทรงต้องการสื่อสารและต้องการตอบสนองต่อคำกล่าวของพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์อย่างครบถ้วน
• ในคำอุปมาสองเรื่องแรก พระเยซูทรงเน้นเรื่องการสูญเสียและการกระตือรือร้นในการที่ค้นหาสิ่งที่หายไปนั้นกลับมาและความชื่นชมยินดีที่เกิดขึ้นเมื่อหาพบ ในคำอุปมาเรื่องสุดท้ายก็ยังกล่าวถึงความยินดีอย่างเหลือล้นของบิดาเมื่อบุตรน้อยที่หลงเจิ่นไปกลับบ้าน แต่จุดเน้นอยู่ที่การกลับใจของบุตรคนเล็กและการไม่พอใจอย่างรุนแรงของบุตรคนโตที่อยู่กับพ่อตลอดไม่ได้จากไปไหน
• เราจะศึกษาร่วมกันว่า คำอุปมาทั้ง 3 เรื่องนี้ สอนเราว่าอย่างไรบ้าง

เนื้อหาบทเรียน

1. มนุษย์นั้นมีคุณค่าอย่างมากต่อพระเจ้า

• ความคล้ายคลึงกันที่เห็นได้ชัดที่สุดของคำอุปมาทั้ง 3 เรื่องคือมีบางสิ่งบางอย่างหายไป แต่สิ่งนั้นยังคงมีคุณค่ามากในใจของเจ้าของแม้จะหายไปแล้ว
• เจ้าของแกะไม่ได้พูดว่า “แกะหายไปแค่ตัวเดียว ยังเหลืออีก 99 ตัว” หรือเจ้าของเหรียญไม่ได้พูดว่า “เหรียญหายไปแค่เหรียญเดียว ยังเหลืออีกตั้ง 9 เหรียญ” บิดาก็ไม่ได้พูดว่า “ยังเหลือลูกชายอีกคนหนึ่งที่อยู่กับเรา”
• พระเยซูทรงเล่าเรื่องเหล่านี้เพื่อแสดงถึงพระทัยของพระองค์ว่ามนุษย์ทุกคน มีคุณค่าต่อพระองค์ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร การที่พระองค์เสด็จมานั้นก็เพื่อช่วยเขาเหล่านั้นให้รอด
• สิ่งที่เราควรตระหนักคือให้เราเห็นคุณค่าของตนเองเพราะพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าเรา และในขณะเดียวกันเราก็ควรเห็นคุณค่าของคนอื่นด้วยเพราะพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของเขาด้วยเช่นเดียวกัน

2. พระเจ้าทรงเสาะหาที่จะช่วยคนบาปให้รอด

• พระเยซูทรงสะท้อนการที่พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของมนุษย์ ด้วยภาพที่ผู้เลี้ยงแกะยอมละ 99 ตัวไว้กับผู้เลี้ยงแกะคนอื่น (โดยปกติการดูแลแกะฝูงใหญ่จะมีผู้เลี้ยงอย่างน้อย 2-3 คน) และไปเที่ยวหาตัวที่หลงหายไปจนพบ และด้วยภาพของหญิงที่หาเหรียญที่หายไปในที่มืด ที่ต้องจุดตะเกียงและค้นทั่วบ้านจนพบ ทั้งสองภาพนี้ไม่ใช่งานที่ง่ายดาย แต่พวกเขาก็ทำด้วยความพยายามและหาพบในที่สุด
• คำอุปมาสองเรื่องแรกนี้ได้พูดถึงเรื่องความรอด ในส่วนของพระเจ้า พระเยซูกำลังบอกว่า พระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้นต่อคนบาปที่หลงไปจากพระองค์ ด้วยการเสาะแสวงหาเช่นเดียวกัน ที่เรารอดไม่ใช่เพราะมนุษย์แสวงหาพระเจ้าก่อน แต่เรารอดเพราะพระเจ้าทรงแสวงหามนุษย์ก่อน
• นี่คือสาระสำคัญของข่าวประเสริฐคือพระเจ้าทรงมาประสูติเป็นมนุษย์เพื่อเสาะหาและช่วยให้คนที่เป็นทาสของบาปได้รับความรอด
• 1ยอห์น 4:14 “และเราทั้งหลายได้เห็นและเป็นพยานว่า พระบิดาได้ทรงใช้พระบุตรมาเป็นผู้ช่วยมนุษย์โลกให้รอด”

3. การตอบสนองของมนุษย์ต่อพระเจ้าคือ การกลับใจใหม่

• คำอุปมาเรื่องที่สามนี้เป็นเรื่องของความรอดในส่วนของมนุษย์ เพราะถึงแม้พระเจ้าได้ทรงเป็นผู้เสาะหามนุษย์ ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะได้รับความรอดโดยอัตโนมัติ มนุษย์แต่ละคนจะต้องสำนึกในความผิดบาปและกลับใจใหม่ นั่นจึงเป็นที่มาของคำอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย
• แท้จริงแล้ว ในคำอุปมาสองเรื่องแรก พระเยซูก็ได้สรุปในตอนท้ายของคำอุปมาแต่ละเรื่องไว้แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกลับใจใหม่
• ลูกา 15:7 “เราบอกท่านทั้งหลายว่า เช่นนั้นแหละ จะมีความปรีดีในสวรรค์ เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจใหม่”
• ลูกา 15:10 “เช่นนั้นแหละ เราบอกท่านทั้งหลายว่าจะมีความปรีดีในพวกทูตของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่"
• แน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วยกับความผิดบาปที่บุตรชายคนเล็กได้ทำ แต่เมื่อเขาสำนึกได้ เราได้เห็นกระบวนการการกลับใจใหม่ของเขาอย่างน้อย 3 ขั้นตอนคือ 1) การรู้สภาพที่แท้จริงของตน 2) การยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา 3) การกลับไปหาบิดา(พระเจ้า)
• พระเยซูสื่อสารว่า มนุษย์ทุกคนรวมถึงพวกเราเองต้องกลับใจใหม่ แต่ดูเหมือนว่าพวกฟาริสีและธรรมาจารย์นั้นไม่เข้าใจและไม่ตระหนักว่าตนเองก็ต้องกลับใจใหม่เพื่อรับความรอดด้วยเช่นเดียวกัน พระเยซูจึงกล่าวถึงพวกเขาโดยใช้ภาพของบุตรชายคนโตในคำอุปมาเรื่องที่สามนี้

4. ระวังอย่าให้ใจของเราเป็นเหมือนของบุตรคนโต

• ในตอนท้ายของคำอุปมาเรื่องที่สาม ได้กลับไปสู่ประเด็นเริ่มต้นที่ทำให้พระเยซูต้องกล่าวคำอุปมาทั้ง 3 เรื่องนี้ (ข้อ 1-2) พวกฟาริสีและธรรมาจารย์คือบุตรคนโต พวกเขา “มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง และคิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น” (ลก.18:9)
• สิ่งที่ผิดพลาดของบุตรคนโตมีหลายประการ ได้แก่ (1) เขาคิดแบบลูกจ้างที่ทำงานเพื่อหวังสิ่งตอบแทนมากกว่าที่จะคิดแบบบุตรชายที่ทำงานเพราะรักบิดาของตน (ข้อ 29 “ดูแน่ะ ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติท่านกี่ปีมาแล้ว และมิได้ละเมิดคำบัญชาของท่านสักข้อหนึ่งเลย แม้แต่เพียงลูกแพะสักตัวหนึ่งท่านก็ยังไม่เคยให้ข้าพเจ้า เพื่อจะเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงยินดีกับเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า”) (2) เขารักทรัพย์สมบัติมากกว่าคน ดูเหมือนเขาจะดีใจมากกว่าถ้าได้เงินคืนมา แทนที่จะได้น้องชาย เขาโกรธที่น้องผลาญทรัพย์สมบัติจนหมดและยังกลับมาที่บ้าน และ (3) ประเมินความสำคัญของตนเองผิดจนดูหมิ่นคนอื่น เขาคิดว่าเขาภักดี ทำงานหนัก เชื่อฟัง ดูถูกน้องชายจนไม่อยากนับพี่นับน้องกับเขาและเรียกเขาว่า “ลูกคนนี้ของท่าน” (ข้อ 30)
• เราต้องระมัดระวังตัวของเราเองที่จะไม่เป็นเหมือนบุตรคนโต ซึ่งพระเยซูใช้เปรียบเทียบกับพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ เราต้องระวังที่จะไม่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นหรือคิดว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้าเนื่องจากคุณสมบัติของเราหรือการทำดีของเรา จนหลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วเป็นพระคุณของพระเจ้า
• หากเราอยากพัฒนาลักษณะชีวิตให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น เราควรยินดีที่คนบาปหรือคนที่ทำผิดพลาดกลับใจใหม่ ไม่พิพากษาแต่ให้โอกาส และยินดีในการตัดสินใจกลับใจใหม่ของเขา
• รวมไปถึงเราควรคาดหวังที่จะมีส่วนนำคนมารับพระคุณความรักและความรอดจากพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยคนที่เรารักห่วงใยให้พ้นจากการเป็นทาสของความชั่วร้ายและความบาป


Bibliography

Wenham, The parable of Jesus (InterVasity Press, 1989)
เจมส์ มอนท์กัมมะรี บอยซ์, อุปมาของพระเยซู (ศูนย์ทีรันนัส, 2005)
The Full Life Study Bible, New International Version (Zondervan)

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 26 มกราคม 2010 เวลา 11:17 น.