| บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น |
|
|
|
| เขียนโดย Webmaster |
| วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2010 เวลา 23:53 น. |
|
บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง คำอุปมาของพระเยซู_คนงานในสวนองุ่น • อ่านพระธรรม มัทธิว 20:1-16 คำนำ • คำอุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น เป็นคำอุปมาที่เกี่ยวข้องกับความรอดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะพระเยซูทรงตรัสกับประชาชนที่มีหลายคนไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ไม่ได้ตรัสเฉพาะกับเหล่าสาวก คำอุปมานี้แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีความเชื่อแล้วรับความรอด แต่ก็เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความรอดที่ได้รับนั้นซึ่งมาโดยพระคุณของพระเจ้า • คำอุปมานี้ซึ่งอยู่ในบทที่ 20 เป็นตอนที่ต่อจากคำถามของเปโตรที่เขาได้ถามในบทที่ 19 ข้อ 27 ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง” เปโตรถามคำถามนี้ในเหตุการณ์ของเศรษฐีหนุ่มที่ไม่สามารถสละสิ่งสารพัดเพื่อติดตามพระเยซู (19:16-22 - นั่นคือเขาไม่เชื่อและไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์) • พระเยซูทรงตอบเปโตรในบทที่ 19 ข้อ 28-29 ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในโลกใหม่คราวเมื่อบุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองนั้น พวกท่านที่ได้ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า ผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเรา ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย” • พระเยซูทรงตอบว่าจะมีสิ่งตอบแทนสำหรับผู้ติดตามพระองค์ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับสิ่งตอบแทนนั้นอยู่ในบทที่ 19 ข้อ 30 ที่พระเยซูทรงตรัสว่า “แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้น จะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น” • คำพูดประโยคนี้ เป็นคำพูดที่พระเยซูกล่าวอีกครั้งในบทที่ 20 ข้อ 16 • มัทธิว 20:16 “อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้นและคนที่เป็นคนต้นจะกลับเป็นคนสุดท้าย” • คำอุปมาที่อยู่ระหว่างประโยค 2 ประโยคนี้จึงมีความสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจคำกล่าวเรื่องคนต้นและคนสุดท้ายของพระเยซู ว่าพระองค์ต้องการสื่อสารให้เราทราบในเรื่องอะไร • คำอุปมานี้มีส่วนคล้ายคลึงกับพี่ชายคนโตในเรื่องบุตรน้อยหลงหาย แต่ละเรื่องได้แสดงถึงความไม่พอใจของคนที่คิดว่าตนเองทำงานหนัก เทียบกับคนที่ทำน้อยกว่าตน แต่กลับได้รับสิ่งดีเท่าๆ กัน • สิ่งนี้เป็นปัญหาสำหรับทุกคนที่คิดว่าตนเองรับใช้พระเจ้ามานาน พวกเขาคิดว่าตนเองสมควรได้รับบางสิ่งบางอย่างจากพระองค์ • มีบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างน้อย 3 ประการจากคำอุปมานี้ เนื้อหาบทเรียน 1. พระเจ้ามิได้ทรงเป็นหนี้ผู้ใด• พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นหนี้ผู้ใด หมายถึง ไม่มีมนุษย์คนใดที่ทำสิ่งใดแล้วพระเจ้าจะต้องทำบางสิ่งเพื่อตอบแทนเขา• โรม 11:35 "หรือใครเล่าได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองค์ที่พระองค์จะต้องประทานตอบแทนให้แก่เขา" • เราอาจจะเคยได้ยินประโยคดังต่อไปนี้ว่า “ถ้าเราให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งและรับใช้พระองค์อย่างสุดใจ พระองค์จะทรงอวยพรเราอย่างแน่นอนเพราะพระเจ้ามิได้ทรงเป็นหนี้ผู้ใด” หรือ “ถ้าเราถวายทรัพย์แก่งานของพระเจ้า พระองค์จะทรงอวยพระพรเรา เพราะพระองค์มิได้ทรงเป็นหนี้ผู้ใด” • การกล่าวเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน เพราะหากกล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับเรากำลังกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็น (หรืออาจเป็น) หนี้เรา” ด้วยสิ่งที่เราทำให้พระองค์ และทำให้พระองค์ต้องทรงตอบแทน • เมื่อคนงานที่มาทำงานก่อนห้าโมงเย็นเห็นว่าคนที่มาทีหลังพวกเขาได้รับค่าจ้างหนึ่งเหรียญเดนาริอันเท่ากับตนเอง พวกเขาคิดว่าเจ้าของสวนไม่ยุติธรรม เจ้าของสวนเป็นหนี้พวกเขา พวกเขาสมควรได้รับค่าตอบแทนมากกว่าที่ได้ตกลงกันตั้งแต่แรก เพราะเขาทำงานเพื่อเจ้าของสวนมากกว่าคนอื่น • แต่เจ้าของสวนไม่รับหลักการนั้น และพระเจ้าก็ทรงปฏิเสธเช่นเดียวกัน สิ่งที่เราได้รับนั้นเป็นพระคุณของพระเจ้า พระเยซูทรงตรัสในพระธรรมลูกา 17:10 ว่า... • ลูกา 17:10 "ฉันใดก็ดี เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น ก็จงพูดด้วยว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น'" • พระเยซูทรงต้องการสอนเราว่า เราต้องไม่คิดว่าการรับใช้ของเราทำให้เกิดการเป็นหนี้หรือเป็นพันธะที่พระเจ้าจะต้องมาชดใช้หรือตอบแทน แต่ให้เรียนรู้ที่จะรับใช้เหมือนกับพระบุตรทรงรับใช้พระบิดาเพราะพระองค์ทรงรักพระบิดา แทนที่จะรับใช้เหมือนอย่างคนงานที่คาดหวังค่าจ้าง (ซึ่งเป็นเหมือนกับบุตรคนโตที่รับใช้บิดาในเรื่องบุตรน้อยหลงหาย) แต่เรียนรู้ที่วางใจในการจัดสรรจัดเตรียมและการดูแลของพระเจ้าพระบิดา 2. พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าในสิ่งที่มนุษย์เป็นมากกว่าสิ่งที่มนุษย์ทำ• เราเห็นได้จากการที่เจ้าของสวนได้จ่ายค่าจ้างให้กับคนงานที่ทำงานเพียงชั่วโมงเดียวเท่ากับคนที่ทำงานมาทั้งวัน เมื่อเราอ่านคำอุปมานี้อย่างถ้วนถี่ เราจะเห็นได้ว่าไม่มีคำตำหนิสำหรับคนที่ไม่ได้ถูกจ้างมาในตอนเช้า เมื่อเจ้าของสวนมาในเวลาห้าโมงเย็นและถามพวกคนงานว่า “พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆ วันยังค่ำทำไม” พวกเขาตอบว่า “เพราะไม่มีใครจ้างพวกข้าพเจ้า” (ข้อ 6-7) เราเห็นได้ว่าพวกเขาสมัครใจทำงานและต้องการทำงาน แต่ไม่มีใครจ้าง• เราต้องตระหนักว่าเจ้าของสวนจ้างพวกเขาไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับจากงานเพียง 1 ชั่วโมง แต่เจ้าของสวนจ้างเพราะพวกคนงานอยากจะทำงาน และการที่เจ้าของสวนองุ่นจ่ายค่าจ้างให้หนึ่งเดนาริอันเพราะเขาไม่ได้คิดถึงผลกำไร แต่เขาคิดถึงคน จึงได้ใช้เงินที่เขามีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือ และนี่คือพระทัยของพระเจ้าที่พระองค์ต้องการสื่อสารต่อชาวยิวและต่อเราทุกคน • เมื่อเทียบกับบุตรคนโตในเรื่องบุตรน้อยหลงหาย เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างมากมาย เขาโกรธเพราะบิดายินดีกับการกลับมาของน้องชาย แทนที่จะยินดีเขามัวแต่คิดเรื่องที่น้องชายได้ผลาญทรัพย์สมบัติไปจนหมด (ลูกา 15:29-30) เขามัวแต่คิดเรื่องการได้ทรัพย์สมบัติแทนที่จะคิดเรื่องคน • พระเยซูกำลังชี้ให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงคิดถึงเรามากกว่าสิ่งที่เราสามารถทำเพื่อพระองค์ เราควรสำรวจตนเองว่าเราเป็นเหมือนพระเจ้าในเรื่องนี้หรือไม่ เรารับใช้พระองค์เพราะเรารักพระองค์ไม่ใช่เพราะสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อเราใช่หรือไม่ เราเห็นคุณค่าคนอื่นอย่างที่พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้คือพระมหาบัญญัติของพระเจ้าคือการรักพระองค์และรักเพื่อนมนุษย์ • มาระโก 12:30-31 "30และพวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน 31และธรรมบัญญัติที่สองนั้นคือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญ่กว่าธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ไม่มี" 3. เราควรตอบสนองพระคุณพระเจ้าด้วยความรักมิใช่หวังบำเหน็จรางวัล• ประเด็นสุดท้ายมาจากข้อพระวจนะที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่า “แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้น จะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น” (มัทธิว 19:30)• คำสำคัญคือคำว่า “หลายคน” เพราะพระเยซูไม่ได้พูดว่าทุกคนที่เริ่มต้นกับพระเจ้าเร็วและทำงานเพื่อพระองค์ตลอดชีวิตจะเป็นคนสุดท้าย หรือทุกคนที่เริ่มช้าจะเป็นคนต้น มันจะเป็นอย่างนั้นสำหรับหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคน • หลายคนที่เริ่มต้นเร็วอาจสูญเสียบำเหน็จของตน (หรือไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์จริงๆ และไม่ได้รับความรอด) เพราะเข้าหาพระเจ้าด้วยความคิดที่ผิดที่คำนึงถึงความดีของตนไม่ใช่พระคุณของพระเจ้า • หลายคนที่เริ่มต้นทีหลังจะกลายเป็นคนต้น เพราะถึงแม้ว่าเริ่มต้นช้า แต่พวกเขารู้สถานภาพของตนดีว่าขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้าอย่างเดียวและมีชีวิตอยู่เพื่อสรรเสริญพระนามของพระองค์ • แต่อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเริ่มต้นเร็วและทำเสร็จเป็นคนสุดท้ายหรือเริ่มต้นเป็นคนสุดท้ายและทำเสร็จเป็นคนแรก แท้จริงแล้วทั้งสองกรณีนี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีเลิศที่แท้จริงน่าจะเป็นการเริ่มต้นให้เร็วที่สุดและทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถที่มิใช่เกิดจากการคาดหวังบำเหน็จ แต่ทำด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าพระบิดา และเมื่อทำงานเสร็จแล้วก็ยังพูดได้ว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย” คนเช่นนี้แหละที่พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะประทานเกียรติยศให้ สรุป • บทเรียนนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายใจเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่จะไม่รีรอในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า แต่ตัดสินใจเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ ตัดสินใจรับใช้เดี๋ยวนี้ และรับใช้อย่างเต็มกำลัง รวมไปถึงคนที่อยู่ในวัยอื่นๆ ด้วย และเมื่อถึงบั้นปลายในชีวิตก็จะไม่ใช่คนที่จะพูดว่า “ข้าพเจ้าควรจะได้รับอะไรบ้างจากการรับใช้ทั้งหมดที่ผ่านมา” แต่จะเป็นคนที่พูดว่า “ข้าพเจ้ามีความสุขใจมากจริงๆ ที่ได้รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ข้าพเจ้ารัก ผู้ทรงพระคุณเหลือล้นในชีวิตของข้าพเจ้า” – นี่คือคำพูดของผู้รับใช้ที่แท้จริง ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงวางแบบอย่างไว้ Bibliography Wenham, The parable of Jesus (InterVasity Press, 1989) เจมส์ มอนท์กัมมะรี บอยซ์, อุปมาของพระเยซู (ศูนย์ทีรันนัส, 2005) The Full Life Study Bible, New International Version (Zondervan) ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU) |













