Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_ความเชื่อ

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday45
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week556
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3401
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28397
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40181

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

god seeing the evil in sodom.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_ความเชื่อ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันพุธที่ 03 มีนาคม 2010 เวลา 14:38 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง ความเชื่อ
โดย webmaster www.christiancmu.com

- ความรอดของเราเป็นของขวัญที่ได้รับจาก "พระคุณ" ของพระเจ้า แต่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการตอบสนองของมนุษย์โดย "ความเชื่อ"
- ดังนั้น การเข้าใจเรื่องกระบวนการของความรอด เราต้องเข้าใจทั้งสองคำนี้ก่อน ในที่นี้เราจะดูกันถึง "ความเชื่อ"

- ความเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นเงื่อนไขเดียวที่พระเจ้ากำหนดไว้สำหรับความรอด
- ความเชื่อ ไม่ใช่เพียงแค่การสารภาพว่าเชื่อในพระคริสต์ แต่ยังรวมไปถึงการแสดงออกที่มาจากใจของผู้เชื่อที่แสวงหาที่จะติดตามพระคริสต์ในฐานะจอมเจ้านายและพระผู้ช่วยให้รอด
- มัทธิว 4:19 "พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา'"
- มัทธิว 16:24 "ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า 'ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา'"
- ลูกา 9:23-25 23พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา 24เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด 25เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร"
- ยอห์น 10:4 "เมื่อท่านต้อนแกะของท่าน ออกไปหมดแล้ว ก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน"
- ยอห์น 10:27 "แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา"
- ยอห์น 12:26 "ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น"

1. แนวความคิดเรื่องความเชื่อในพระคัมภีร์ใหม่ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่

ก) ความเชื่อ หมายถึง ความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่และการวางใจในพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงและเป็นขึ้นมา ในฐานะจอมเจ้านายและพระผู้ช่วยให้รอดเป็นการส่วนตัว

- โรม 1:17 "เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออกโดย เริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ"
- ความเชื่อนี้รวมไปถึงความเชื่อมั่นทั้งหมดหัวใจ จนยอมมอบความปรารถนาของเราและยอมจำนนความเป็นตัวเองทั้งหมดให้กับพระเยซูคริสต์
- โรม 6:17 "แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านเป็นทาสของบาป แต่บัดนี้ท่านมีใจเชื่อฟังหลักคำสอนนั้นซึ่งทรงให้ครอบครองท่าน"
- เอเฟซัส 6:6 "ไม่เหมือนอย่างคนที่ทำแต่ต่อหน้า อย่างคนที่ทำให้ชอบใจคน แต่จงทำเหมือนอย่างทาสของพระคริสต์ คือกระทำตามชอบพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ"
- ฮีบรู 10:22 "ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์"

ข) ความเชื่อ หมายความรวมไปถึง การกลับใจใหม่ นั่นคือการเสียใจอย่างแท้จริงและหันกลับจากบาปมาหาพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์

- กิจการ 17:30 "ในเวลาเมื่อมนุษย์ยังไร้เดียงสา พระเจ้ามิได้ทรงถือโทษ แต่เดี๋ยวนี้ พระเจ้าได้ตรัสสั่งแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่"
- 2โครินธ์ 7:10 "เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย"
- กิจการ 2:37-38 "37เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครทูตอื่นๆ ว่า "พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี" 38ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า "จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคนเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์"

ค) ความเชื่อ หมายความรวมไปถึง การเชื่อฟังพระเยซูคริสต์และพระวจนะของพระองค์ ว่าเป็นหนทางแห่งชีวิต

- ยอห์น 3:3-6 "3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" 4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ" 5พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ"
- ยอห์น 14:15 "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา"
- ยอห์น 14:21-24 "21ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา" 22ยูดาส (มิใช่อิสคาริโอท) ทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า เหตุใดพระองค์จึงจะสำแดงพระองค์แก่พวกข้าพระองค์ แต่ไม่ทรงสำแดงแก่โลก" 23พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา 24ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา"
- ฮีบรู 5:8-9 "8ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบาก ที่พระองค์ได้ทรงทน 9เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมทุกประการแล้ว พระเยซูก็เลยทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์ สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อพระองค์"

ง) ความเชื่อ หมายความรวมไปถึง การอุทิศตัวอย่างจริงใจและการผูกพันอยู่กับพระคริสต์ซึ่งแสดงออกเป็นความไว้วางใจ ความรัก การขอบพระคุณด้วยใจกตัญญู และความภักดี

- ความเชื่อในความหมายสูงสุดไม่สามารถแยกออกจากความรักได้ แต่เป็นการแสดงออกส่วนบุคคลในการเสียสละและมอบถวายตัวให้กับพระคริสต์
- มัทธิว 22:37 "พระเยซูทรงตอบเขาว่า 'จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า'"
- ยอห์น 21:15-17 "15เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" เขาทูลพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า "จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด" 16พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เขาทูลตอบพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงดูแลแกะของเราเถิด" 17พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า "เจ้ารักเราหรือ" เขาจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเลี้ยงแกะของเราเถิด"
- โรม 6:17 "แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านเป็นทาสของบาป แต่บัดนี้ท่านมีใจเชื่อฟังหลักคำสอนนั้นซึ่งทรงให้ครอบครองท่าน"
- กาลาเทีย 2:20 "ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า"
- เอเฟซัส 6:6 "ไม่เหมือนอย่างคนที่ทำแต่ต่อหน้า อย่างคนที่ทำให้ชอบใจคน แต่จงทำเหมือนอย่างทาสของพระคริสต์ คือกระทำตามชอบพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ"
- 1เปโตร 1:8 "พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้"

2. ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดนั้นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในการกระทำและในทัศนคติ ทั้งสองอย่างนี้จำเป็นต้องพัฒนาให้เจริญขึ้นและมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

- เพราะเราเชื่อในบุคคลที่ตายเพื่อเราอย่างเจาะจง ความเชื่อของเราจึงควรเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น
- โรม 4:25 "คือพระเยซูผู้ทรงถูกอายัดไว้ให้ถึงสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะการล่วงละเมิดของเรา และได้ทรงฟื้นจากความตาย เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม"
- โรม 8:32 "พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย ด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ"
- 1เธสะโลนิกา 5:9-10 "9เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้เข้าสู่ความรอด โดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา 10ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์"
- โรม 4:20 "ท่านมิได้หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้น จึงถวายเกียรติแด่พระเจ้า"
- 2เธสะโลนิกา 1:3 "ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลายอยู่เสมอ และเป็นการสมควรเพราะความเชื่อของท่านก็จำเริญยิ่งขึ้น และความรักของท่านทุกคนที่มีต่อกันทวีขึ้นมากด้วย"
- ความไว้วางใจและการเชื่อฟัง จะพัฒนาเป็นการภักดีและการอุทิศตัว
- โรม 14:8 "ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า"
- 2โครินธ์ 5:15 "และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้อยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย"
- การภักดีและการอุทิศตัว จะพัฒนาเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าและความรักที่มีต่อพระเยซูคริสต์
- ฟิลิปปี 1:21 "เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร"
- ฟิลิปปี 3:8-10 "8ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ 9และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ 10ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์"
- ความเชื่อในพระคริสต์นี้ จะนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้าและได้รับการยกเว้นจากพระพิโรธของพระองค์
- โรม 1:18 "เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์ จากสวรรค์ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง"
- โรม 8:1 "เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์"
- โดยความสัมพันธ์นี้ เราก็จะตายจากบาป และมีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์
- โรม 6:1-18
1   ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร  ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป  เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ
2   อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย  พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้
3   ท่านไม่รู้หรือว่า  เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์  ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์
4   เหตุฉะนั้น  เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น  เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว  เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน
5   เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์  เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์  ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย
6   เราทั้งหลายรู้แล้วว่า  ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว  เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป  และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป
7   เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป
8   แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์  เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย
9   เราทั้งหลายรู้อยู่ว่า  พระคริสต์ที่ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากตายนั้นแล้วจะหาตายอีกไม่  ความตายหาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่
10   ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อบาปหนเดียวเป็นพอ  แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยู่นั้น  พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า
11   เหมือนกันเช่นนั้นแหละ  ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป  และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์
12   เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน  ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น
13   อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป  ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม  แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า  เหมือนหนึ่งคนที่เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว  และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า
14   เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้  เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ  แต่อยู่ใต้พระคุณ
15   ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป  เราจะทำบาปเพราะมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ  แต่อยู่ใต้พระคุณกระนั้นหรือ  ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย
16   ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า  ถ้าท่านยอมตัวรับใช้ฟังคำของผู้ใด  ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น  คือเป็นทาสของบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย  หรือเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่ความชอบธรรมก็ตาม
17   แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า  เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านเป็นทาสของบาป  แต่บัดนี้ท่านมีใจเชื่อฟังหลักคำสอนนั้นซึ่งทรงให้ครอบครองท่าน
18   เมื่อท่านพ้นจากบาปแล้ว  ท่านก็ได้เป็นทาสของความชอบธรรม

 
- กาลาเทีย 3:5 "พระองค์ผู้ทรงประทานพระวิญญาณแก่ท่าน และทรงสำแดงอิทธิฤทธิ์ท่ามกลางพวกท่าน ทรงกระทำการเช่นนั้นโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือ หรือโดยการฟังด้วยความเชื่อ"
- กาลาเทีย 4:6 "และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า "อาบา" คือ พระบิดา"


ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU)