Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่อง ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday108
mod_vvisit_counterYesterday192
mod_vvisit_counterThis week108
mod_vvisit_counterLast week1372
mod_vvisit_counterThis month3686
mod_vvisit_counterLast month4823
mod_vvisit_counterAll days120287
สมาชิก : 409
Content : 174
เว็บลิงก์ : 11
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 150486

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

elijah calling down fire on mt carmel.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_คำอุปมาเรื่อง ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2010 เวลา 13:35 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง
คำอุปมาเรื่อง “ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย”
โดย webmaster www.christiancmu.com


อ่านพระธรรม มัทธิว 18:21-35 

คำนำ
• คำอุปมาเรื่อง “ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย” เป็นเรื่องราวที่ต่อจากคำสอนเรื่อง “พี่น้องผู้กระทำผิด”
• ในเรื่อง “พี่น้องผู้กระทำผิด” พระเยซูได้สอนว่า “หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่าน จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขา สองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา” (มธ.18:15) นั่นคือ หากพี่น้องที่ทำผิดได้กลับใจจากความผิดของเขา เราก็ควรยกโทษให้
• ต่อมาเปโตรเกิดคำถามว่า แล้วควรจะยกโทษกี่ครั้ง(ข้อ 21) เพราะในสมัยนั้นธรรมาจารย์ชาวยิวสอนว่า ควรจะยกโทษคนที่ทำผิดต่อเรา แต่จำกัดแค่ 3 ครั้งเท่านั้น เปโตรพยายามจะใจกว้างเป็นพิเศษ จึงถามพระเยซูว่า 7 ครั้งพอไหม แต่พระเยซูตอบว่า “เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” ซึ่งหมายความว่าเราไม่ควรแม้แต่คอยจดจำว่า เรายกโทษบางคนกี่ครั้งแล้ว เราควรยกโทษเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำผิดกี่ครั้งก็ตาม
• จากนั้นพระเยซูได้เล่าคำอุปมาที่เรากำลังศึกษากันตอนนี้ เพื่ออธิบายคำตอบของพระองค์ต่อเปโตร
• เราจะศึกษาร่วมกันว่า คำอุปมานี้สอนเราว่าอย่างไรบ้าง

เนื้อหาบทเรียน

1. พระเจ้าทรงคาดหวังให้เรายกโทษทุกคนที่ทำผิดต่อเรา เช่นเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงยกโทษให้เรา  


• พระเยซูได้ทำให้เราเห็นภาพความผิดชัดเจนมากขึ้นโดยเปรียบเทียบกับการติดหนี้ และให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความผิดของมนุษย์ต่อพระเจ้ากับความผิดที่มนุษย์ได้ทำต่อกันจากปริมาณหนี้ที่พระเยซูได้ทรงยกมาในคำอุปมา
• ทาสคนแรกเป็นหนี้กษัตริย์(ซึ่งเล็งถึงพระเจ้า) 10,000 ตะลันต์ ส่วนทาสคนที่สองเป็นหนี้ทาสคนแรก 100 เดนาริอัน (ตัวเลข “10,000” เป็นตัวเลขที่มากที่สุดและ “ตะลันต์” เป็นหน่วยเงินที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น) 10,000 ตะลันต์ = 600,000 เดนาริอัน ดังนั้นอัตราส่วนของหนี้ทั้งสองจำนวนในคำอุปมาคือ 6000:1 ซึ่งบอกเราว่าความผิดที่มนุษย์ทำต่อกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความผิดที่มนุษย์ทำต่อพระเจ้า
• เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษความผิด(จำนวนมาก)ของเรา เราก็ควรยกโทษให้กับคนอื่นที่ทำผิดต่อเราเช่นเดียวกัน หากพระเจ้าทรงให้อภัยเราอย่างไม่จำกัด การไม่ยอมยกโทษของเราต่อพี่น้องที่ทำผิดต่อเราก็เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล
• ในสมัยพระคัมภีร์ คนที่ไม่สามารถชำระหนี้จะต้องรับผลที่ร้ายแรง เจ้าหนี้สามารถจับลูกหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ แล้วบังคับตัวเขาและครอบครัวให้ทำงานใช้หนี้จนครบ ลูกหนี้อาจจะถูกจับขังคุกหรือครอบครัวของเขาอาจจะถูกขายไปเป็นทาสเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ โดยหวังว่าขณะที่อยู่ในคุกนั้นลูกหนี้จะขายที่ดินซึ่งถือกรรมสิทธิ์ให้ได้เงินมา หรือมีญาติมาช่วยใช้หนี้ หาไม่แล้วลูกหนี้อาจจะต้องติดคุกตลอดชีวิต
• ในสมัยของเรา หากเราไม่ยอมยกโทษ เราคงไม่ถูกนำไปคุมขังเหมือนในคำอุปมาเพราะเป็นสิ่งที่กษัตริย์นำการกระทำของทาสคนแรกที่ทำต่อเพื่อนทาสมาใช้เพื่อย้อนตัวเขาเอง (ข้อ 30, 34)
• แต่การให้อภัยผู้อื่นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเราได้รับความรอดแล้ว
• 1ยอห์น 2:9 “ผู้ใดที่กล่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง และยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความมืด”
• นอกจากนั้น สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากเราไม่ยอมให้อภัย ก็คือ ความขมขื่นใจ
• ความขมขื่นใจ ทำให้ใจของเราไม่บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีใจข่มขื่น
• ฮีบรู 12:14-15 14จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย และอุตส่าห์ที่จะได้ใจบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย 15จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป”
• การยกโทษอยู่เสมอจึงก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อตัวเราและผู้ที่กระทำผิดต่อเรา นั่นคือตัวเราเองก็จะห่างไกลจากความขมขื่น ส่วนคนที่ทำผิดก็จะสัมผัสถึงความรักและการให้โอกาสของพระเจ้าผ่านทางพี่น้องและชุมชน

 

2. เราควรยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเราด้วยใจกว้างขวาง


• พระเยซูได้ทรงสรุปในตอนท้ายของคำอุปมาว่า ให้เรายกโทษแก่พี่น้องด้วยใจกว้างขวาง นั่นคือการยกโทษต้องออกมาจากใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงอภัยบาปทั้งสิ้นของเราแล้ว เราไม่ควรจะผูกใจเจ็บไม่ให้อภัยคนอื่น ความจริงเรื่องพระคริสต์ทรงอภัยให้เราอย่างสิ้นเชิง ควรจะช่วยให้เรามีใจคอกว้างขวาง เต็มใจจะให้อภัยทุกคน
• สำหรับบางคน อาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่การสำนึกพระคุณพระเจ้าบนการยอมรับว่าเราเป็นคนบาป  ก็จะทำให้เราสามารถยกโทษให้ผู้อื่นได้ไม่ยาก การสำนึกว่าตนบาป ทำให้เราไม่หยิ่งจนคิดว่าเราถูก เขาผิดเพียงอย่างเดียว และใจเปิดได้ง่ายขึ้น ในการรับแง่มุมที่แตกต่างกันได้มากขึ้น
• หากเราเป็นคนที่ยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเรายาก สิ่งที่เราควรทำคือ พัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นในความรัก ทั้งความรักที่มีต่อพระเจ้า และความรักที่มีต่อผู้อื่น เพราะความรักเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยกโทษ
• 1เปโตร 4:8 “ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้”
• เราควรอธิษฐานขอต่อพระเจ้าทุกวัน ให้เราเติบโตขึ้นในความรักของพระองค์
• การให้อภัยจะมาถึงจุดสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อใจเรากลับมาปรารถนาดีกับเขา และให้ ”พระคุณ” กับเขา

การตอบสนอง 
• ให้เราใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อระลึกว่า ในสัปดาห์หรือเดือนหรือปีที่ผ่านมา มีใครบ้างที่ทำผิดต่อเราที่เราอาจจะยังไม่ได้ยกโทษให้เขา และอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าขอให้เราสามารถยกโทษให้เขาได้  
• หากเรายกโทษให้ทุกคนแล้ว ให้เราอธิษฐานขอต่อพระเจ้าให้เราเติบโตขึ้นในความรักของพระองค์มากขึ้น จนวันหนึ่งเราจะสามารถรักคนอื่นได้เหมือนกับที่เรารักตัวเราเอง หรือหากมีบางคนที่เราอยากรักเขาให้มากขึ้น ก็สามารถอธิษฐานในตอนนี้ได้

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU)