|
บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง คำอุปมาเรื่อง “ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย” โดย webmaster www.christiancmu.com อ่านพระธรรม มัทธิว 18:21-35
คำนำ • คำอุปมาเรื่อง “ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย” เป็นเรื่องราวที่ต่อจากคำสอนเรื่อง “พี่น้องผู้กระทำผิด” • ในเรื่อง “พี่น้องผู้กระทำผิด” พระเยซูได้สอนว่า “หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่าน จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขา สองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา” (มธ.18:15) นั่นคือ หากพี่น้องที่ทำผิดได้กลับใจจากความผิดของเขา เราก็ควรยกโทษให้ • ต่อมาเปโตรเกิดคำถามว่า แล้วควรจะยกโทษกี่ครั้ง(ข้อ 21) เพราะในสมัยนั้นธรรมาจารย์ชาวยิวสอนว่า ควรจะยกโทษคนที่ทำผิดต่อเรา แต่จำกัดแค่ 3 ครั้งเท่านั้น เปโตรพยายามจะใจกว้างเป็นพิเศษ จึงถามพระเยซูว่า 7 ครั้งพอไหม แต่พระเยซูตอบว่า “เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” ซึ่งหมายความว่าเราไม่ควรแม้แต่คอยจดจำว่า เรายกโทษบางคนกี่ครั้งแล้ว เราควรยกโทษเสมอ ไม่ว่าเขาจะทำผิดกี่ครั้งก็ตาม • จากนั้นพระเยซูได้เล่าคำอุปมาที่เรากำลังศึกษากันตอนนี้ เพื่ออธิบายคำตอบของพระองค์ต่อเปโตร • เราจะศึกษาร่วมกันว่า คำอุปมานี้สอนเราว่าอย่างไรบ้าง
เนื้อหาบทเรียน 1. พระเจ้าทรงคาดหวังให้เรายกโทษทุกคนที่ทำผิดต่อเรา เช่นเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงยกโทษให้เรา • พระเยซูได้ทำให้เราเห็นภาพความผิดชัดเจนมากขึ้นโดยเปรียบเทียบกับการติดหนี้ และให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความผิดของมนุษย์ต่อพระเจ้ากับความผิดที่มนุษย์ได้ทำต่อกันจากปริมาณหนี้ที่พระเยซูได้ทรงยกมาในคำอุปมา • ทาสคนแรกเป็นหนี้กษัตริย์(ซึ่งเล็งถึงพระเจ้า) 10,000 ตะลันต์ ส่วนทาสคนที่สองเป็นหนี้ทาสคนแรก 100 เดนาริอัน (ตัวเลข “10,000” เป็นตัวเลขที่มากที่สุดและ “ตะลันต์” เป็นหน่วยเงินที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น) 10,000 ตะลันต์ = 600,000 เดนาริอัน ดังนั้นอัตราส่วนของหนี้ทั้งสองจำนวนในคำอุปมาคือ 6000:1 ซึ่งบอกเราว่าความผิดที่มนุษย์ทำต่อกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความผิดที่มนุษย์ทำต่อพระเจ้า • เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษความผิด(จำนวนมาก)ของเรา เราก็ควรยกโทษให้กับคนอื่นที่ทำผิดต่อเราเช่นเดียวกัน หากพระเจ้าทรงให้อภัยเราอย่างไม่จำกัด การไม่ยอมยกโทษของเราต่อพี่น้องที่ทำผิดต่อเราก็เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล • ในสมัยพระคัมภีร์ คนที่ไม่สามารถชำระหนี้จะต้องรับผลที่ร้ายแรง เจ้าหนี้สามารถจับลูกหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ แล้วบังคับตัวเขาและครอบครัวให้ทำงานใช้หนี้จนครบ ลูกหนี้อาจจะถูกจับขังคุกหรือครอบครัวของเขาอาจจะถูกขายไปเป็นทาสเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ โดยหวังว่าขณะที่อยู่ในคุกนั้นลูกหนี้จะขายที่ดินซึ่งถือกรรมสิทธิ์ให้ได้เงินมา หรือมีญาติมาช่วยใช้หนี้ หาไม่แล้วลูกหนี้อาจจะต้องติดคุกตลอดชีวิต • ในสมัยของเรา หากเราไม่ยอมยกโทษ เราคงไม่ถูกนำไปคุมขังเหมือนในคำอุปมาเพราะเป็นสิ่งที่กษัตริย์นำการกระทำของทาสคนแรกที่ทำต่อเพื่อนทาสมาใช้เพื่อย้อนตัวเขาเอง (ข้อ 30, 34) • แต่การให้อภัยผู้อื่นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเราได้รับความรอดแล้ว • 1ยอห์น 2:9 “ผู้ใดที่กล่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง และยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความมืด” • นอกจากนั้น สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากเราไม่ยอมให้อภัย ก็คือ ความขมขื่นใจ • ความขมขื่นใจ ทำให้ใจของเราไม่บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีใจข่มขื่น • ฮีบรู 12:14-15 “14จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย และอุตส่าห์ที่จะได้ใจบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย 15จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป” • การยกโทษอยู่เสมอจึงก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อตัวเราและผู้ที่กระทำผิดต่อเรา นั่นคือตัวเราเองก็จะห่างไกลจากความขมขื่น ส่วนคนที่ทำผิดก็จะสัมผัสถึงความรักและการให้โอกาสของพระเจ้าผ่านทางพี่น้องและชุมชน
2. เราควรยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเราด้วยใจกว้างขวาง • พระเยซูได้ทรงสรุปในตอนท้ายของคำอุปมาว่า ให้เรายกโทษแก่พี่น้องด้วยใจกว้างขวาง นั่นคือการยกโทษต้องออกมาจากใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงอภัยบาปทั้งสิ้นของเราแล้ว เราไม่ควรจะผูกใจเจ็บไม่ให้อภัยคนอื่น ความจริงเรื่องพระคริสต์ทรงอภัยให้เราอย่างสิ้นเชิง ควรจะช่วยให้เรามีใจคอกว้างขวาง เต็มใจจะให้อภัยทุกคน • สำหรับบางคน อาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่การสำนึกพระคุณพระเจ้าบนการยอมรับว่าเราเป็นคนบาป ก็จะทำให้เราสามารถยกโทษให้ผู้อื่นได้ไม่ยาก การสำนึกว่าตนบาป ทำให้เราไม่หยิ่งจนคิดว่าเราถูก เขาผิดเพียงอย่างเดียว และใจเปิดได้ง่ายขึ้น ในการรับแง่มุมที่แตกต่างกันได้มากขึ้น • หากเราเป็นคนที่ยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเรายาก สิ่งที่เราควรทำคือ พัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นในความรัก ทั้งความรักที่มีต่อพระเจ้า และความรักที่มีต่อผู้อื่น เพราะความรักเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยกโทษ • 1เปโตร 4:8 “ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้” • เราควรอธิษฐานขอต่อพระเจ้าทุกวัน ให้เราเติบโตขึ้นในความรักของพระองค์ • การให้อภัยจะมาถึงจุดสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อใจเรากลับมาปรารถนาดีกับเขา และให้ ”พระคุณ” กับเขา
การตอบสนอง • ให้เราใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อระลึกว่า ในสัปดาห์หรือเดือนหรือปีที่ผ่านมา มีใครบ้างที่ทำผิดต่อเราที่เราอาจจะยังไม่ได้ยกโทษให้เขา และอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าขอให้เราสามารถยกโทษให้เขาได้ • หากเรายกโทษให้ทุกคนแล้ว ให้เราอธิษฐานขอต่อพระเจ้าให้เราเติบโตขึ้นในความรักของพระองค์มากขึ้น จนวันหนึ่งเราจะสามารถรักคนอื่นได้เหมือนกับที่เรารักตัวเราเอง หรือหากมีบางคนที่เราอยากรักเขาให้มากขึ้น ก็สามารถอธิษฐานในตอนนี้ได้ ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย คริสเตียน มช. (Christian CMU) |