Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน(อฟ.4:1-16)

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday19
mod_vvisit_counterYesterday174
mod_vvisit_counterThis week786
mod_vvisit_counterLast week1200
mod_vvisit_counterThis month3739
mod_vvisit_counterLast month4571
mod_vvisit_counterAll days105376
สมาชิก : 389
Content : 163
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 132171

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

mater dolorosa.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน(อฟ.4:1-16) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2012 เวลา 10:08 น.

บทเรียนพระคัมภีร์

 

“ก้าวไปด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

โดย Webmaster www.christiancmu.com

 

อ่านพระธรรม เอเฟซัส 4:1-16

 

(1) ผู้เขียน/วันเวลาที่เขียน/จุดประสงค์การเขียนพระธรรมเอเฟซัส

ผู้เขียนพระธรรมเอเฟซัส : เปาโล

สาระสำคัญ : พระคริสต์และคริสตจักร

วันเวลาที่เขียน : ประมาณปี ค.ศ. 62

จุดประสงค์การเขียน : ในจดหมายฉบับนี้เปาโลได้อธิษฐานเผื่อผู้รับของเขาด้วยความคิดถึงและห่วงใย ด้วยความปรารถนาที่จะให้พวกเขาเติบโตขึ้นในความเชื่อ ความรัก สติปัญญา และความรู้ในพระบุตรของพระเจ้า ท่านปรารถนาให้พวกเขาดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียก (เช่น 4:1-3, 5:1-2) นอกจากนั้นเปาโลยังต้องการที่จะเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาให้แข็งแรงมากขึ้นโดยการแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความสมบูรณ์แห่งแผนงานของการไถ่ของพระคริสต์ทั้งต่อคริสตจักร (1:22-23, 2:11-22, 3:21, 4:11-16, 5:25-27) และต่อผู้เชื่อทุกคน (1:15-21, 2:1-10, 3:16-20, 4:1-3, 4:17-32, 5:1-6:20)

(2) บริบทของพระธรรมเอเฟซัส

เอเฟซัสเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในเอเชียน้อยฝั่งตะวันตก (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) เป็นเมืองท่าที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน (ปัจจุบันท่าเรือถูกตะกอนทับถมหมด) โดยมีทางน้ำแคบๆ จากแม่น้ำเคย์สเตอร์เชื่อมต่อเมืองนี้เข้ากับทะเลอีเจียนซึ่งห่างออกไปประมาณ 4.8 กิโลเมตร นอกจากนี้เอเฟซัสยังเป็นศูนย์กลางการค้า เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณของเส้นทางการค้าสำคัญ และชาวเมืองก็ภาคภูมิใจในวิหารที่สร้างถวายเทวีไดอาน่าของโรมันด้วย (ภ.กรีกคือ “เทวีอารเทมิส”)

เปาโลได้ใช้เอเฟซัสเป็นศูนย์กลางการประกาศข่าวประเสริฐประมาณ 3 ปี และคริสตจักรที่นั่นดูเหมือนจะเจริญขึ้นระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมามีเหตุให้ต้องถูกตักเตือนในวิวรณ์ 2:1-7

พระธรรมเอเฟซัสมีความแตกต่างจากจดหมายหลายฉบับที่เปาโลเขียน เพราะพระธรรมเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรและไม่ได้กล่าวต่อสู้คำสอนผิดที่มีขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น

พระธรรมเอเฟซัสเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงพระพรของพระเจ้า จากนั้นเนื้อหาได้นำผู้อ่านไปสู่พระปัญญา พระดำริ และพระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลได้กล่าวว่าเราได้รับความรอดแล้ว ความรอดที่เราได้รับนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น แต่เพื่อถวายการสรรเสริญและพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วย จุดสุงสุดของพระประสงค์ของพระเจ้าคือ นำทุกสิ่งในจักรวาลมารวมอยู่ใต้พระคริสต์ (1:10) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เชื่อทุกคนควรตระหนัก ดังนั้นเปาโลจึงอธิษฐานขอให้ผู้อ่านของเขาเกิดความเข้าใจ (1:15-23, 3:14-21)

ต่อมา หลังจากที่เปาโลได้อธิบายเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามีเพื่อคริสตจักรแล้ว ท่านก็ได้แสดงขั้นตอนให้เห็นว่าเป้าหมายของพระเจ้านั้นสำเร็จได้อย่างไร

ขั้นแรก พระเจ้านำมนุษย์มาคืนดีกับพระองค์เอง และนี่เป็นพระราชกิจแห่งพระคุณ (2:1-10)

ขั้นที่สอง พระเจ้าให้ผู้ที่รอดแล้วเหล่านี้ได้คืนดีซึ่งกันและกัน โดยพระคริสต์ได้ทรงรื้อกำแพงที่ขวางกั้นลงผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง (2:11-22)

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดอยู่ที่ขั้นที่สองเท่านั้น ต่อมาพระองค์ได้ทรงนำผู้เชื่อแต่ละคนเข้าสู่กายเดียวกันคือคริสตจักร และนี่เป็น “ความล้ำลึก” ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจมาก่อนจนกระทั่งพระเจ้าทรงสำแดงแก่เปาโล (3:1-6) เวลานี้เปาโลสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสตจักรเป็นช่องทางที่พระองค์จะแสดง “พระปัญญาอันซับซ้อน” ของพระองค์แก่ “เทพผู้ปกครองและศักดิเทพในสวรรคสถาน” (3:7-13)

เปาโลยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า แม้ปัจจุบันผู้เชื่อจะยังอยู่ในโลก ยังไม่ได้ไปสวรรค์ ก็ยังสามารถแสดงออกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงประทาน “ของประทาน” แก่สมาชิกในคริสตจักรของพระองค์เพื่อให้พวกเขาสามารถรับใช้กันและกัน การรับใช้กันและกันนี้เองจะส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ (4:1-16)

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรภายใต้พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะนี่เองที่เป็นภาพเล็งถึงการรวบรวม “ทุกสิ่งทั้งที่อยู่ในสวรรค์ และในแผ่นดินโลก” ไว้ในพระคริสต์ (1:10)

ชีวิตใหม่ซึ่งบริสุทธิ์และเคารพให้เกียรติกันและกันต่างไปจากวิถีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีพระคริสต์ (4:17-6:9) คนที่ “มีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า” มีชัยเหนือมารร้ายในสงครามฝ่ายวิญญาณ โดยเฉพาะผ่านทางพลังของการอธิษฐาน (6:10-20)

เอเฟซัส 4:1-6 กล่าวถึงกายเดียวและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในกายนั้น

เอเฟซัส 4:7-11 กล่าวถึงคริสตจักรและของประทานที่พระเจ้าทรงประทานให้

เอเฟซัส 4:12-16 กล่าวถึงเป้าหมายของคริสตจักรตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

 

(3) อธิบายพระคัมภีร์แต่ละข้อ/กลุ่มข้อ

เอเฟซัส 4:1-2 พระเจ้าทรงเลือกเราให้เป็นผู้แทนของพระองค์บนโลกนี้ เมื่อเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว เปาโลได้หนุนใจให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับที่ได้รับการทรงเรียก นั่นคือการดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจ สุภาพอ่อนโยน อดทน อดกลั้นด้วยความรัก

เอเฟซัส 4:3 การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต้องอาศัยความพยายาม ให้สังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้สั่งให้เราสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วโดยพระเยซูคริสต์ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการรักษาไว้

เอเฟซัส 4:4-6 การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเกิดขึ้นจากการจดจ่อกับสิ่งที่รวมเราไว้เป็นหนึ่ง ไม่ใช่การจดจ่อกับสิ่งที่ทำให้เราแตกแยก สิ่งที่รวมเราไว้เป็นหนึ่งคือ กายเดียว พระวิญญาณองค์เดียว ความหวังเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียว

เอเฟซัส 4:7-11 คำว่า “พระคุณ” ในข้อ 7 นั้นกล่าวถึง “ของประทาน” ที่พระเจ้าประทานให้กับคริสตจักรในข้อ 8 และข้อ 11, ของประทานที่กล่าวถึงนี้เป็นของประทานบุคคลที่พระเจ้าประทานให้แก่คริสตจักรของพระองค์

เอเฟซัส 4:12 จุดประสงค์ที่พระเจ้าประทานของประทานบุคคลให้แก่คริสตจักรก็เพื่อเตรียมคนของพระองค์สำหรับงานรับใช้ เพื่อให้พระกายของพระองค์จำเริญขึ้น

เอเฟซัส 4:13 ผู้ที่มีของประทานบุคคลจะต้องรับใช้จนกระทั่งคริสตจักรบรรลุผลอย่างน้อย 2 ประการคือ (1) เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ(อฟ.4:5)และความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า(อฟ.1:17) และ (2) จนกว่าผู้เชื่อจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

เอเฟซัส 4:14-16 การเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ หมายถึง (1) การไม่เป็นเด็กที่ไม่มั่นคง ถูกหลอกลวงได้ง่ายโดยคำสอนเท็จของผู้อื่น และอ่อนไหวง่ายต่อกลลวงอันแยบยลของมนุษย์ บุคคลที่ไม่เข้าใจและไม่อุทิศตนให้กับความจริงของพระคัมภีร์มากเพียงพอก็จะยังคงเป็นเด็กในฝ่ายวิญญาณต่อไป (ข้อ 14-15) และ (2) การเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณยังเกี่ยวข้องกับ “การยึดความจริงด้วยใจรัก” ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เราต้องอุทิศตัวให้กับความจริง ซึ่งมีอย่างน้อย 2 ด้านได้แก่ คำพูดและการกระทำ นั่นคือเราควรพูดอย่างซื่อตรงและการกระทำของเราต้องสะท้อนถึงความซื่อตรงของพระคริสต์

 

(4) สรุปหลักการ ภายใต้หัวข้อ “ก้าวไปด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

ประการที่ 1 รากฐานของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ข้อ 1-6)

ก) คำตักเตือนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ข้อ 1-3)

คำว่า “สมกับ” ในข้อ 1 มีความหมายว่า “มีน้ำหนักเท่ากับ” ส่วน “การทรงเรียก” นั้นคือการทรงเรียกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสต์

หน้าที่ของผู้เชื่อไม่ใช่การ “สร้าง” ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพราะสิ่งนี้พระเจ้าทรงประทานให้แล้วท่ามกลางผู้เชื่อผ่านทางความเชื่อที่มีในพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เราต้องทำคือการ “รักษา”, พระคัมภีร์หนุนใจให้เรา ถ่อมใจต่อกัน อ่อนสุภาพต่อกัน อดทนต่อกันและกัน ด้วยความรัก (ข้อ 2)

การ “รักษา” ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นงานสำคัญงานหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนของผู้เชื่อคือการยินยอมให้พระองค์นำ ตอบสนองพระองค์ ทำส่วนของเราโดยการรักษาสันติสุข (หรือสันติภาพ ในข้อ 3)

 

ข) องค์ประกอบสำคัญของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ข้อ 4-6)

เปาโลได้ให้องค์ประกอบ 7 ประการที่เป็นศูนย์กลางของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ได้แก่ กายเดียว พระวิญญาณองค์เดียว ความหวังใจเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าเดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียว

ผู้เชื่อควรจดจ่ออยู่กับสิ่งที่รวมเราเป็นหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกเรา

 

ประการที่ 2 การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  (ข้อ 7-16)

ก) การทรงประทานของประทาน (ข้อ 7-11)

พระธรรมเอเฟซัส 4:11 ได้กล่าวถึงของประทานแห่งการรับใช้ นั่นคือ ผู้นำฝ่ายวิญญาณที่มีของประทานที่พระคริสต์ทรงประทานให้แก่คริสตจักร ของประทานที่กล่าวถึงในที่นี้ได้แก่ อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาล และอาจารย์

เปาโลกล่าวถึงของประทานเหล่านี้ภายใต้บริบทของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนั้นผู้ที่มีของประทานเหล่านี้ซึ่งเป็นผู้นำต้องตระหนักว่าพระเจ้าต้องการให้เราใช้ของประทานในฐานะผู้นำเพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคริสตจักร ส่วนสมาชิก(หรือผู้ที่ไม่ได้มีของประทานเหล่านี้) ก็ต้องตระหนักว่าการให้ความร่วมมือกับของประทานเหล่านี้จะช่วยให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพิ่มพูนมากขึ้นในคริสตจักร

 

ข) จุดประสงค์ของของประทาน (ข้อ 12-16)

เปาโลกล่าวว่า พระคริสต์ประทานของประทานผู้นำให้แก่คริสตจักรเพื่อ (1) เตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ (2) ให้พระกายของพระคริสต์เติบโตฝ่ายวิญญาณตามพระประสงค์ของพระเจ้า

(1) เตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้

บุคคลที่กล่าวถึงในข้อ 11 ไม่ได้ทำงานทุกอย่างในคริสตจักร แต่ต้องฝึกคนอื่นๆ ให้ทำงานของตนเอง เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น ดังนั้นทุกคนในพระกายจึงต้องมีส่วนร่วมกันรับใช้ ไม่ใช่ภาระของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

(2) ให้พระกายของพระคริสต์เติบโตฝ่ายวิญญาณตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ผู้นำที่มีของประทานจะต้องรับใช้จนกว่าสมาชิกมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อและความรู้ในพระเยซูคริสต์ และจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณคือเต็มขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

เมื่อผู้เชื่อแต่ละคนได้ทำตามบทบาทของตนเองตามของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า ทั้งพระกายหรือคริสตจักรก็จะชื่นชมยินดีในเอกภาพที่เกิดขึ้นท่ามกลางผู้เชื่อ เพราะพวกเขาจะเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การเติบโตในพระคริสต์เกิดขึ้นผ่านการรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันและกัน

มี 4 สิ่งที่ยืนยันถึงความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์คือ ความไพบูลย์ของพระคริสต์(ข้อ 13) ความมั่นคง(ข้อ 14) การยึดความจริงด้วยใจรัก(ข้อ 15) และการร่วมมือกัน(ข้อ 16)

ความไพบูลย์ของพระคริสต์ คือลักษณะที่เป็นเหมือนพระคริสต์ (ภ.อังกฤษ Christlikeness)

ความมั่นคง คือการไม่ถูกหลอกได้ง่ายโดยคำสอนเท็จ และไม่อ่อนไหวง่ายต่อกลลวงอันแยบยลของมนุษย์ เป็นบุคคลที่มีความเข้าใจและอุทิศตนให้กับความจริงของพระเจ้า

การยึดความจริงด้วยใจรัก คือการพูดความจริงด้วยความรัก มีคำกล่าวว่า “ความจริงที่ปราศจากความรักคือความโหดร้าย และความรักที่ปราศจากความจริงคือการหลอกลวง” เด็กเล็กๆ มักจะไม่รู้วิธีในการผสมผสานความจริงกับความรักเข้าด้วยกัน เขามักคิดว่าหากความจริงนั้นจะทำร้ายคนที่เรารัก ก็อย่าให้คนที่เรารักรู้ความจริง, ดังนั้นพระคัมภีร์จึงให้เราวัดความเติบโตด้านหนึ่งที่ว่าผู้เชื่อสามารถพูดความจริงกับพี่น้องในความเชื่อได้และพูดด้วยความรัก (สุภาษิต 27:6 “บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง”)

การร่วมมือกัน เกิดจากการตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของพระกาย เราเป็นของกันและกัน เรามีผลต่อกันและกัน และเราต้องการกันและกัน, ผู้เชื่อแต่ละคน(แม้เขาจะคิดว่าเขาเล็กน้อยที่สุดก็ตาม) ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้รับใช้ผู้อื่น ร่างกายจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อทุกอวัยวะเติบโต และอวัยวะในพระกายเติบโตได้ด้วยพระวจนะและการรับใช้กันและกัน, สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราร่วมมือกันได้คือ “ความรัก” เพราะถูกกล่าวถึงถึง 3 ครั้งในอฟ.4 (ข้อ 2,15,16) ความรักเป็นเหมือนระบบหมุนเวียนของเลือดในร่างกาย มีการค้นพบว่าเด็กทารกที่ถูกแยกออกและไม่ได้รับความรัก จะไม่เติบโตตามปกติและป่วยง่าย ในขณะที่เด็กที่ได้รับการดูแลและความรักจะเติบโตตามปกติและแข็งแรงกว่า สิ่งนี้เป็นจริงเช่นเดียวกันกับเด็กของพระเจ้าที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระองค์

 

สรุป

การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เราต้องทำคือการปกป้องและรักษาไว้ ความจริงเสริมสร้างขึ้นแต่ความเท็จนั้นทำลายลง ความรักเสริมสร้างขึ้นแต่ความเห็นแก่ตัวนั้นทำให้เกิดการแตกแยก ให้เราช่วยกันเสริมสร้างกันและกันตามของประทานที่พระเจ้าให้และร่วมรับใช้กันและกัน แล้วเราทุกคนจะเติบโตเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นและมากขึ้น

 

บรรณานุกรม

พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับอธิบาย “ชีวิตครบบริบูรณ์”

พระคริสตธรรมคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัยฉบับค้นคว้า

อมตธรรมร่วมสมัย ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับอธิบาย

Bible Knowledge Commentary

Wiersbe’s Expository Outlines

The Bible Exposition Commentary: New Testament

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย www.christiancmu.com