Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่(อฟ.4:17-31)

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday108
mod_vvisit_counterYesterday192
mod_vvisit_counterThis week108
mod_vvisit_counterLast week1372
mod_vvisit_counterThis month3686
mod_vvisit_counterLast month4823
mod_vvisit_counterAll days120287
สมาชิก : 409
Content : 174
เว็บลิงก์ : 11
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 150487

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jesus questioned by the priests about his authori.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่(อฟ.4:17-31) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2012 เวลา 15:32 น.

 

บทเรียนพระคัมภีร์

“ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่”

 

โดย Webmaster www.christiancmu.com

 

อ่านพระธรรม เอเฟซัส 4:17-32

 

(1) ผู้เขียน/วันเวลาที่เขียน/จุดประสงค์การเขียนพระธรรมเอเฟซัส

ผู้เขียนพระธรรมเอเฟซัส : เปาโล

สาระสำคัญ : พระคริสต์และคริสตจักร

วันเวลาที่เขียน : ประมาณปี ค.ศ. 62

จุดประสงค์การเขียน : ในจดหมายฉบับนี้เปาโลได้อธิษฐานเผื่อผู้รับของเขาด้วยความคิดถึงและห่วงใย ด้วยความปรารถนาที่จะให้พวกเขาเติบโตขึ้นในความเชื่อ ความรัก สติปัญญา และความรู้ในพระบุตรของพระเจ้า ท่านปรารถนาให้พวกเขาดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียก (เช่น 4:1-3, 5:1-2) นอกจากนั้นเปาโลยังต้องการที่จะเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาให้แข็งแรงมากขึ้นโดยการแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความสมบูรณ์แห่งแผนงานของการไถ่ของพระคริสต์ทั้งต่อคริสตจักร (1:22-23, 2:11-22, 3:21, 4:11-16, 5:25-27) และต่อผู้เชื่อทุกคน (1:15-21, 2:1-10, 3:16-20, 4:1-3, 4:17-32, 5:1-6:20)

 

 

(2) บริบทของพระธรรมเอเฟซัส

เอเฟซัสเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในเอเชียน้อยฝั่งตะวันตก (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) เป็นเมืองท่าที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน (ปัจจุบันท่าเรือถูกตะกอนทับถมหมด) โดยมีทางน้ำแคบๆ จากแม่น้ำเคย์สเตอร์เชื่อมต่อเมืองนี้เข้ากับทะเลอีเจียนซึ่งห่างออกไปประมาณ 4.8 กิโลเมตร นอกจากนี้เอเฟซัสยังเป็นศูนย์กลางการค้า เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณของเส้นทางการค้าสำคัญ และชาวเมืองก็ภาคภูมิใจในวิหารที่สร้างถวายเทวีไดอาน่าของโรมันด้วย (ภ.กรีกคือ “เทวีอารเทมิส”)

เปาโลได้ใช้เอเฟซัสเป็นศูนย์กลางการประกาศข่าวประเสริฐประมาณ 3 ปี และคริสตจักรที่นั่นดูเหมือนจะเจริญขึ้นระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมามีเหตุให้ต้องถูกตักเตือนในวิวรณ์ 2:1-7

พระธรรมเอเฟซัสมีความแตกต่างจากจดหมายหลายฉบับที่เปาโลเขียน เพราะพระธรรมเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรและไม่ได้กล่าวต่อสู้คำสอนผิดที่มีขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น

พระธรรมเอเฟซัสเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงพระพรของพระเจ้า จากนั้นเนื้อหาได้นำผู้อ่านไปสู่พระปัญญา พระดำริ และพระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลได้กล่าวว่าเราได้รับความรอดแล้ว ความรอดที่เราได้รับนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น แต่เพื่อถวายการสรรเสริญและพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วย จุดสุงสุดของพระประสงค์ของพระเจ้าคือ นำทุกสิ่งในจักรวาลมารวมอยู่ใต้พระคริสต์ (1:10) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เชื่อทุกคนควรตระหนัก ดังนั้นเปาโลจึงอธิษฐานขอให้ผู้อ่านของเขาเกิดความเข้าใจ (1:15-23, 3:14-21)

ต่อมา หลังจากที่เปาโลได้อธิบายเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามีเพื่อคริสตจักรแล้ว ท่านก็ได้แสดงขั้นตอนให้เห็นว่าเป้าหมายของพระเจ้านั้นสำเร็จได้อย่างไร

ขั้นแรก พระเจ้านำมนุษย์มาคืนดีกับพระองค์เอง และนี่เป็นพระราชกิจแห่งพระคุณ (2:1-10)

ขั้นที่สอง พระเจ้าให้ผู้ที่รอดแล้วเหล่านี้ได้คืนดีซึ่งกันและกัน โดยพระคริสต์ได้ทรงรื้อกำแพงที่ขวางกั้นลงผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง (2:11-22)

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดอยู่ที่ขั้นที่สองเท่านั้น ต่อมาพระองค์ได้ทรงนำผู้เชื่อแต่ละคนเข้าสู่กายเดียวกันคือคริสตจักร และนี่เป็น “ความล้ำลึก” ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจมาก่อนจนกระทั่งพระเจ้าทรงสำแดงแก่เปาโล (3:1-6) เวลานี้เปาโลสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสตจักรเป็นช่องทางที่พระองค์จะแสดง “พระปัญญาอันซับซ้อน” ของพระองค์แก่ “เทพผู้ปกครองและศักดิเทพในสวรรคสถาน” (3:7-13)

เปาโลยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า แม้ปัจจุบันผู้เชื่อจะยังอยู่ในโลก ยังไม่ได้ไปสวรรค์ ก็ยังสามารถแสดงออกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงประทาน “ของประทาน” แก่สมาชิกในคริสตจักรของพระองค์เพื่อให้พวกเขาสามารถรับใช้กันและกัน การรับใช้กันและกันนี้เองจะส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ (4:1-16)

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรภายใต้พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะนี่เองที่เป็นภาพเล็งถึงการรวบรวม “ทุกสิ่งทั้งที่อยู่ในสวรรค์ และในแผ่นดินโลก” ไว้ในพระคริสต์ (1:10)

ชีวิตใหม่ซึ่งบริสุทธิ์และเคารพให้เกียรติกันและกันต่างไปจากวิถีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีพระคริสต์ (4:17-6:9) คนที่ “มีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า” มีชัยเหนือมารร้ายในสงครามฝ่ายวิญญาณ โดยเฉพาะผ่านทางพลังของการอธิษฐาน (6:10-20)

 

(3) อธิบายพระคัมภีร์แต่ละข้อ/กลุ่มข้อ

เอเฟซัส 4:17-19 “จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ” หมายถึงความคิดของมนุษย์ที่คิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความคิดที่พาตนเองห่างไกลจากพระเจ้า เย่อหยิ่งในสติปัญญา ในแผนการและเหตุผลของตนเอง ผู้เชื่อที่เอเฟซัสเมื่อก่อนถูกเรียกว่าชาวต่างชาติหรือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เปาโลกล่าวว่าพวกเขาไม่ควรดำเนินชีวิตเหมือนเดิมอีก, ในข้อ 19 ได้ให้ภาพของคนที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำตามใจตนเองโดยมีความปรารถนาชั่วเป็นแรงผลักดัน

เอเฟซัส 4:20-24 วิถีชีวิตเดิมของเราก่อนมาเชื่อพระเจ้าเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว เราควรทิ้งมันไว้เบื้องหลัง จากนั้นให้อุทิศตัวต่อพระเจ้าเพื่อจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ ในความชอบธรรมและในความบริสุทธิ์

เอเฟซัส 4:25 ชีวิตใหม่คือการพูดความจริงต่อกัน การโกหกบั่นทอนความสัมพันธ์ในพระกายของพระคริสต์

เอเฟซัส 4:26-27 พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าห้ามโกรธ แต่ชี้ให้เห็นว่าเราควรจัดการกับอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสม หากระบายความโกรธออกมาโดยไม่ยั้งคิดก็จะเป็นการทำร้ายผู้อื่น หากเก็บกดไว้ก็จะทำให้เกิดความขมขื่นใจและทำร้ายจิตใจตนเอง พระคัมภีร์บอกให้เราจัดการความโกรธให้เร็วที่สุด(อย่าให้หมดวันแล้วยังโกรธอยู่) ในทางที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ไม่ใช่ทำลายความสัมพันธ์ หากเราเพาะเลี้ยงความโกรธไว้ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มารทำลายและแบ่งแยกเราออกจากกัน

เอเฟซัส 4:28 -32 เราสามารถทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัยกับการดำเนินชีวิตของเราได้ พระคัมภีร์เตือนเราในเรื่องการพูดจาที่ไม่ดี ความขมขื่น การระบายความโกรธแบบผิดๆ การทะเลาะเบาะแว้ง การกล่าวร้ายป้ายสี และการมีจิตใจที่ไม่ถูกต้องต่อคนอื่น แทนที่จะทำอย่างนั้นให้เราให้อภัยเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงให้อภัยเรา

 

(4) สรุปหลักการ ภายใต้หัวข้อ “ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่”

ประการที่ 1 ชีวิตเก่าหรือตัวเก่า (ข้อ 17-19)

1.1 ธรรมชาติของชีวิตเก่า (ข้อ 17-18)

ชีวิตเก่าคือชีวิตที่ปราศจากพระเจ้าหรือดำเนินชีวิตตรงข้ามกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นชีวิตที่มีความคิดจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งตรงกันข้ามกับพระลักษณะของพระเจ้า เป็นชีวิตที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เห็นแก่ตัว มั่นใจในความคิดและสติปัญญาของตนเอง

 

1.2 ความประพฤติของชีวิตเก่า (ข้อ 19)

ชีวิตเก่าเป็นชีวิตที่ไม่ละอายที่จะกระทำบาป สามารถทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้อย่างง่ายๆ ขอเพียงไม่มีใครรู้หรือมีใครจับได้หรือไม่ถูกลงโทษ

โรม 1:29-31 “29พวกเขาเต็มไปด้วยสรรพการอธรรม ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน  การวิวาท การล่อลวง การคิดร้าย พูดนินทา 30ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว ริทำชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา 31โง่เขลา กลับสัตย์ ไม่มีความรักกัน ไร้ความปรานี”

 

ประการที่ 2 ชีวิตใหม่  (ข้อ 20-32)

2.1 ธรรมชาติของชีวิตใหม่ (ข้อ 20-24)

เมื่อเรามารู้จักกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงประทานตัวตนใหม่หรือธรรมชาติใหม่ให้กับเรา ความคิดของเราไม่ได้อยู่ในความมืดมนอีกต่อไป ชีวิตของเราไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับพระเจ้าอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของการเป็นคริสเตียนนั้นเป็นกระบวนการ ถึงแม้เราจะมีธรรมชาติใหม่แล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้มีความคิดที่ดีและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เราจำเป็นต้องพัฒนาสิ่งที่ดีต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยการตัดสินใจละทิ้งตัวเก่าและยอมเชื่อฟังพระเจ้า โดยการเชื่อฟังนี้เองที่จะทำให้อิทธิพลของชีวิตเก่าหรือตัวเก่าค่อยๆ หมดไปจากชีวิตของเรา และอิทธิพลของชีวิตใหม่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นและกลายเป็นตัวตนของเราในที่สุด

2โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”

พระคัมภีร์กล่าวว่า ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์คนนั้นจะถูกสร้างให้เป็นคนใหม่ การ “อยู่ใน” พระคริสต์ คือการ “เชื่อฟัง” พระองค์นั่นเอง

 

2.2 ความประพฤติของชีวิตใหม่ (ข้อ 25-32)

ก) เลิกพูดโกหก (ข้อ 25)

ผู้เชื่อต้องพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกจะทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ข) จัดการความโกรธอย่างถูกต้อง (ข้อ 26-27)

พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามไม่ให้เราโกรธ เพราะการมารู้จักพระเจ้าเราไม่ได้สูญเสียอารมณ์ความรู้สึกไปเมื่อตอนกลับใจใหม่ แต่สิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ก็คือให้เราเรียนรู้ที่จะจัดการกับความโกรธอย่างถูกต้อง นั่นคือ โกรธได้แต่ต้องไม่ทำบาป เช่น ทำร้ายคนอื่นกลับ หรือทำร้ายตนเอง ต้องไม่เลี้ยงความโกรธไว้(อย่าโกรธข้ามวัน)เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับมารทำงานผ่านความโกรธของเราได้มากขึ้น

ค) ไม่ลักขโมย (ข้อ 28)

ผู้เชื่อต้องไม่ลักขโมย และมากกว่านั้นให้รู้จักประกอบอาชีพที่สุจริตเพื่อจะช่วยเหลือคนยากจน คนที่ขโมยก็ขโมยเพื่อตนเอง แต่พระวจนะของพระเจ้าให้ผู้เชื่อทำงานด้วยมือของตนเองโดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อจะมีเพียงพอช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย

ง) ไม่พูดหยาบคาย (ข้อ 29-30)

คำพูดหยาบคายนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ยิน พระวจนะของพระเจ้าจึงหนุนใจให้ผู้เชื่อเลือกที่จะกล่าวคำพูดที่เสริมสร้างกันและกันดีกว่า

จ) ไม่อยู่ในความขมขื่น (ข้อ 31-32)

ผู้เชื่อจะต้องขจัดความขมขื่นออกจากชีวิต พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวถึงผลเสีย 5 ประการที่ตามมาหากเราปล่อยให้ความขมขื่นเกิดขึ้นในชีวิต ได้แก่ ใจขัดเคือง(ความฉุนเฉียว) ใจโกรธ(ความโกรธ) การทะเลาะเถียงกัน(การทุ่มเถียง) การพูดเสียดสี(การพูดจากดูหมิ่น) การคิดปองร้ายทุกอย่าง(การร้ายทุกอย่าง) สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้หากเราปล่อยให้ความขมขื่นงอกขึ้นในชีวิตของเรา

สิ่งที่จะช่วยให้ผู้เชื่อมีชัยชนะต่อความขมขื่นได้คือ ใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัย (ข้อ 32 พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน)

 

 

บรรณานุกรม

พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับอธิบาย “ชีวิตครบบริบูรณ์”

พระคริสตธรรมคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัยฉบับค้นคว้า

อมตธรรมร่วมสมัย ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับอธิบาย

พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน สมาคมพระคริสตธรรมไทย

Bible Knowledge Commentary

 

 

- - - ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว - - -

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 05 มีนาคม 2012 เวลา 11:42 น.