| บทเรียนพระคัมภีร์_ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่(อฟ.4:17-31) |
|
|
|
| เขียนโดย Webmaster |
| วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2012 เวลา 15:32 น. |
|
บทเรียนพระคัมภีร์ “ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่”
โดย Webmaster www.christiancmu.com
อ่านพระธรรม เอเฟซัส 4:17-32
(1) ผู้เขียน/วันเวลาที่เขียน/จุดประสงค์การเขียนพระธรรมเอเฟซัส• ผู้เขียนพระธรรมเอเฟซัส : เปาโล • สาระสำคัญ : พระคริสต์และคริสตจักร • วันเวลาที่เขียน : ประมาณปี ค.ศ. 62 • จุดประสงค์การเขียน : ในจดหมายฉบับนี้เปาโลได้อธิษฐานเผื่อผู้รับของเขาด้วยความคิดถึงและห่วงใย ด้วยความปรารถนาที่จะให้พวกเขาเติบโตขึ้นในความเชื่อ ความรัก สติปัญญา และความรู้ในพระบุตรของพระเจ้า ท่านปรารถนาให้พวกเขาดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียก (เช่น 4:1-3, 5:1-2) นอกจากนั้นเปาโลยังต้องการที่จะเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาให้แข็งแรงมากขึ้นโดยการแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความสมบูรณ์แห่งแผนงานของการไถ่ของพระคริสต์ทั้งต่อคริสตจักร (1:22-23, 2:11-22, 3:21, 4:11-16, 5:25-27) และต่อผู้เชื่อทุกคน (1:15-21, 2:1-10, 3:16-20, 4:1-3, 4:17-32, 5:1-6:20)
(2) บริบทของพระธรรมเอเฟซัส• เอเฟซัสเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในเอเชียน้อยฝั่งตะวันตก (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) เป็นเมืองท่าที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน (ปัจจุบันท่าเรือถูกตะกอนทับถมหมด) โดยมีทางน้ำแคบๆ จากแม่น้ำเคย์สเตอร์เชื่อมต่อเมืองนี้เข้ากับทะเลอีเจียนซึ่งห่างออกไปประมาณ 4.8 กิโลเมตร นอกจากนี้เอเฟซัสยังเป็นศูนย์กลางการค้า เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณของเส้นทางการค้าสำคัญ และชาวเมืองก็ภาคภูมิใจในวิหารที่สร้างถวายเทวีไดอาน่าของโรมันด้วย (ภ.กรีกคือ “เทวีอารเทมิส”) • เปาโลได้ใช้เอเฟซัสเป็นศูนย์กลางการประกาศข่าวประเสริฐประมาณ 3 ปี และคริสตจักรที่นั่นดูเหมือนจะเจริญขึ้นระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมามีเหตุให้ต้องถูกตักเตือนในวิวรณ์ 2:1-7 • พระธรรมเอเฟซัสมีความแตกต่างจากจดหมายหลายฉบับที่เปาโลเขียน เพราะพระธรรมเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรและไม่ได้กล่าวต่อสู้คำสอนผิดที่มีขึ้นมากมายในช่วงเวลานั้น • พระธรรมเอเฟซัสเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงพระพรของพระเจ้า จากนั้นเนื้อหาได้นำผู้อ่านไปสู่พระปัญญา พระดำริ และพระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลได้กล่าวว่าเราได้รับความรอดแล้ว ความรอดที่เราได้รับนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น แต่เพื่อถวายการสรรเสริญและพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วย จุดสุงสุดของพระประสงค์ของพระเจ้าคือ นำทุกสิ่งในจักรวาลมารวมอยู่ใต้พระคริสต์ (1:10) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เชื่อทุกคนควรตระหนัก ดังนั้นเปาโลจึงอธิษฐานขอให้ผู้อ่านของเขาเกิดความเข้าใจ (1:15-23, 3:14-21) • ต่อมา หลังจากที่เปาโลได้อธิบายเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามีเพื่อคริสตจักรแล้ว ท่านก็ได้แสดงขั้นตอนให้เห็นว่าเป้าหมายของพระเจ้านั้นสำเร็จได้อย่างไร • ขั้นแรก พระเจ้านำมนุษย์มาคืนดีกับพระองค์เอง และนี่เป็นพระราชกิจแห่งพระคุณ (2:1-10) • ขั้นที่สอง พระเจ้าให้ผู้ที่รอดแล้วเหล่านี้ได้คืนดีซึ่งกันและกัน โดยพระคริสต์ได้ทรงรื้อกำแพงที่ขวางกั้นลงผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง (2:11-22) • อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดอยู่ที่ขั้นที่สองเท่านั้น ต่อมาพระองค์ได้ทรงนำผู้เชื่อแต่ละคนเข้าสู่กายเดียวกันคือคริสตจักร และนี่เป็น “ความล้ำลึก” ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจมาก่อนจนกระทั่งพระเจ้าทรงสำแดงแก่เปาโล (3:1-6) เวลานี้เปาโลสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสตจักรเป็นช่องทางที่พระองค์จะแสดง “พระปัญญาอันซับซ้อน” ของพระองค์แก่ “เทพผู้ปกครองและศักดิเทพในสวรรคสถาน” (3:7-13) • เปาโลยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า แม้ปัจจุบันผู้เชื่อจะยังอยู่ในโลก ยังไม่ได้ไปสวรรค์ ก็ยังสามารถแสดงออกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงประทาน “ของประทาน” แก่สมาชิกในคริสตจักรของพระองค์เพื่อให้พวกเขาสามารถรับใช้กันและกัน การรับใช้กันและกันนี้เองจะส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ (4:1-16) • ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรภายใต้พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะนี่เองที่เป็นภาพเล็งถึงการรวบรวม “ทุกสิ่งทั้งที่อยู่ในสวรรค์ และในแผ่นดินโลก” ไว้ในพระคริสต์ (1:10) • ชีวิตใหม่ซึ่งบริสุทธิ์และเคารพให้เกียรติกันและกันต่างไปจากวิถีชีวิตแบบเก่าที่ไม่มีพระคริสต์ (4:17-6:9) คนที่ “มีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า” มีชัยเหนือมารร้ายในสงครามฝ่ายวิญญาณ โดยเฉพาะผ่านทางพลังของการอธิษฐาน (6:10-20)
(3) อธิบายพระคัมภีร์แต่ละข้อ/กลุ่มข้อ• เอเฟซัส 4:17-19 “จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ” หมายถึงความคิดของมนุษย์ที่คิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความคิดที่พาตนเองห่างไกลจากพระเจ้า เย่อหยิ่งในสติปัญญา ในแผนการและเหตุผลของตนเอง ผู้เชื่อที่เอเฟซัสเมื่อก่อนถูกเรียกว่าชาวต่างชาติหรือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เปาโลกล่าวว่าพวกเขาไม่ควรดำเนินชีวิตเหมือนเดิมอีก, ในข้อ 19 ได้ให้ภาพของคนที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำตามใจตนเองโดยมีความปรารถนาชั่วเป็นแรงผลักดัน • เอเฟซัส 4:20-24 วิถีชีวิตเดิมของเราก่อนมาเชื่อพระเจ้าเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว เราควรทิ้งมันไว้เบื้องหลัง จากนั้นให้อุทิศตัวต่อพระเจ้าเพื่อจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ ในความชอบธรรมและในความบริสุทธิ์ • เอเฟซัส 4:25 ชีวิตใหม่คือการพูดความจริงต่อกัน การโกหกบั่นทอนความสัมพันธ์ในพระกายของพระคริสต์ • เอเฟซัส 4:26-27 พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าห้ามโกรธ แต่ชี้ให้เห็นว่าเราควรจัดการกับอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสม หากระบายความโกรธออกมาโดยไม่ยั้งคิดก็จะเป็นการทำร้ายผู้อื่น หากเก็บกดไว้ก็จะทำให้เกิดความขมขื่นใจและทำร้ายจิตใจตนเอง พระคัมภีร์บอกให้เราจัดการความโกรธให้เร็วที่สุด(อย่าให้หมดวันแล้วยังโกรธอยู่) ในทางที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ไม่ใช่ทำลายความสัมพันธ์ หากเราเพาะเลี้ยงความโกรธไว้ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มารทำลายและแบ่งแยกเราออกจากกัน • เอเฟซัส 4:28 -32 เราสามารถทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัยกับการดำเนินชีวิตของเราได้ พระคัมภีร์เตือนเราในเรื่องการพูดจาที่ไม่ดี ความขมขื่น การระบายความโกรธแบบผิดๆ การทะเลาะเบาะแว้ง การกล่าวร้ายป้ายสี และการมีจิตใจที่ไม่ถูกต้องต่อคนอื่น แทนที่จะทำอย่างนั้นให้เราให้อภัยเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงให้อภัยเรา
(4) สรุปหลักการ ภายใต้หัวข้อ “ชีวิตเก่าและชีวิตใหม่”ประการที่ 1 ชีวิตเก่าหรือตัวเก่า (ข้อ 17-19)1.1 ธรรมชาติของชีวิตเก่า (ข้อ 17-18)• ชีวิตเก่าคือชีวิตที่ปราศจากพระเจ้าหรือดำเนินชีวิตตรงข้ามกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นชีวิตที่มีความคิดจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งตรงกันข้ามกับพระลักษณะของพระเจ้า เป็นชีวิตที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เห็นแก่ตัว มั่นใจในความคิดและสติปัญญาของตนเอง
1.2 ความประพฤติของชีวิตเก่า (ข้อ 19)• ชีวิตเก่าเป็นชีวิตที่ไม่ละอายที่จะกระทำบาป สามารถทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้อย่างง่ายๆ ขอเพียงไม่มีใครรู้หรือมีใครจับได้หรือไม่ถูกลงโทษ • โรม 1:29-31 “29พวกเขาเต็มไปด้วยสรรพการอธรรม ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การล่อลวง การคิดร้าย พูดนินทา 30ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว ริทำชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา 31โง่เขลา กลับสัตย์ ไม่มีความรักกัน ไร้ความปรานี”
ประการที่ 2 ชีวิตใหม่ (ข้อ 20-32)2.1 ธรรมชาติของชีวิตใหม่ (ข้อ 20-24)• เมื่อเรามารู้จักกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงประทานตัวตนใหม่หรือธรรมชาติใหม่ให้กับเรา ความคิดของเราไม่ได้อยู่ในความมืดมนอีกต่อไป ชีวิตของเราไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับพระเจ้าอีกต่อไป • อย่างไรก็ตาม ชีวิตของการเป็นคริสเตียนนั้นเป็นกระบวนการ ถึงแม้เราจะมีธรรมชาติใหม่แล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้มีความคิดที่ดีและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เราจำเป็นต้องพัฒนาสิ่งที่ดีต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยการตัดสินใจละทิ้งตัวเก่าและยอมเชื่อฟังพระเจ้า โดยการเชื่อฟังนี้เองที่จะทำให้อิทธิพลของชีวิตเก่าหรือตัวเก่าค่อยๆ หมดไปจากชีวิตของเรา และอิทธิพลของชีวิตใหม่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นและกลายเป็นตัวตนของเราในที่สุด • 2โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” • พระคัมภีร์กล่าวว่า ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์คนนั้นจะถูกสร้างให้เป็นคนใหม่ การ “อยู่ใน” พระคริสต์ คือการ “เชื่อฟัง” พระองค์นั่นเอง
2.2 ความประพฤติของชีวิตใหม่ (ข้อ 25-32)ก) เลิกพูดโกหก (ข้อ 25) • ผู้เชื่อต้องพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกจะทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข) จัดการความโกรธอย่างถูกต้อง (ข้อ 26-27) • พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามไม่ให้เราโกรธ เพราะการมารู้จักพระเจ้าเราไม่ได้สูญเสียอารมณ์ความรู้สึกไปเมื่อตอนกลับใจใหม่ แต่สิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ก็คือให้เราเรียนรู้ที่จะจัดการกับความโกรธอย่างถูกต้อง นั่นคือ โกรธได้แต่ต้องไม่ทำบาป เช่น ทำร้ายคนอื่นกลับ หรือทำร้ายตนเอง ต้องไม่เลี้ยงความโกรธไว้(อย่าโกรธข้ามวัน)เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับมารทำงานผ่านความโกรธของเราได้มากขึ้น ค) ไม่ลักขโมย (ข้อ 28) • ผู้เชื่อต้องไม่ลักขโมย และมากกว่านั้นให้รู้จักประกอบอาชีพที่สุจริตเพื่อจะช่วยเหลือคนยากจน คนที่ขโมยก็ขโมยเพื่อตนเอง แต่พระวจนะของพระเจ้าให้ผู้เชื่อทำงานด้วยมือของตนเองโดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อจะมีเพียงพอช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย ง) ไม่พูดหยาบคาย (ข้อ 29-30) • คำพูดหยาบคายนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ยิน พระวจนะของพระเจ้าจึงหนุนใจให้ผู้เชื่อเลือกที่จะกล่าวคำพูดที่เสริมสร้างกันและกันดีกว่า จ) ไม่อยู่ในความขมขื่น (ข้อ 31-32) • ผู้เชื่อจะต้องขจัดความขมขื่นออกจากชีวิต พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวถึงผลเสีย 5 ประการที่ตามมาหากเราปล่อยให้ความขมขื่นเกิดขึ้นในชีวิต ได้แก่ ใจขัดเคือง(ความฉุนเฉียว) ใจโกรธ(ความโกรธ) การทะเลาะเถียงกัน(การทุ่มเถียง) การพูดเสียดสี(การพูดจากดูหมิ่น) การคิดปองร้ายทุกอย่าง(การร้ายทุกอย่าง) สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้หากเราปล่อยให้ความขมขื่นงอกขึ้นในชีวิตของเรา • สิ่งที่จะช่วยให้ผู้เชื่อมีชัยชนะต่อความขมขื่นได้คือ ใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัย (ข้อ 32 พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน)
บรรณานุกรม พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับอธิบาย “ชีวิตครบบริบูรณ์” พระคริสตธรรมคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัยฉบับค้นคว้า อมตธรรมร่วมสมัย ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับอธิบาย พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน สมาคมพระคริสตธรรมไทย Bible Knowledge Commentary
- - - ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว - - -
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 05 มีนาคม 2012 เวลา 11:42 น. |















