Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_การทรงสร้างและวิวัฒนาการ

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 6 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday50
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week561
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3406
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28402
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40218

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

model of moses tabernacle in wilderness .gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_การทรงสร้างและวิวัฒนาการ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2009 เวลา 16:26 น.

บทเรียนพระคัมภีร์

โดย webmaster ของ www.christiancmu.com

เรื่อง การทรงสร้างและวิวัฒนาการ
Creation and Evolution

1. พระเจ้าแห่งการทรงสร้าง
1.1 พระคริสตธรรมคัมภีร์สำแดงว่าพระเจ้านั้นไม่มีสิ้นสุด เป็นนิรันดร์ ดำรงอยู่ได้ด้วยพระองค์เอง เป็นผู้ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งทั้งปวงบังเกิดขึ้น

- ไม่มีเวลาใดที่พระเจ้าไม่ดำรงอยู่ หรือจะไม่ดำรงอยู่ ดังที่โมเสสยืนยันใน สดุดี 90:2 ว่า "ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล"
- กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วในความเป็นนิรันดร์ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างจักรวาลขึ้น พระองค์ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด และดำรงอยู่ก่อนทุกสิ่งจะถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะในสวรรค์หรือแผ่นดินโลก (1ทธ.6:16, คส.1:16)

1.2 พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในฐานะบุคคลผู้ทรงสร้างอาดัมและเอวา "ตามพระฉายาของพระองค์" (ปฐก.1:27)
- เพราะว่าอาดัมและเอวาถูกสร้างขึ้นในพระฉายของพระเจ้า พวกเขาจึงสามารถตอบสนองต่อพระองค์และสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้ด้วยความรักและในความสัมพันธ์แบบบุคคลที่มีต่อกัน

1.3 พระเจ้ายังทรงสำแดงพระองค์ในฐานะผู้มีศีลธรรมสูงสุดผู้ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาอย่างดีและปราศจากบาป
- หลังจากที่พระเจ้าเสร็จสิ้นการทรงสร้างและทอดพระเนตรดูสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง พระองค์ทรงเห็นว่า "ดี" (ปฐก.1:31)
- เนื่องจากอาดัมและเอวาถูกสร้างขึ้นในพระฉายและพระลักษณะของพระเจ้า พวกเขาจึงปราศจากบาปด้วยเช่นเดียวกัน
- ความบาปได้เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์เมื่อเอวาถูกทดลองด้วยมารที่มาในคราบของงู และพ่ายแพ้ต่อการทดลองนั้น (ปฐก. 3, รม. 5:12, วว. 12:9)

2. กิจกรรมแห่งการทรงสร้าง
2.1 พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก (ปฐก. 1:1, อสย. 40:28; 42:5; 45:18, มก. 13:19, คส. 1:16, ฮบ. 1:2, วว. 10:6)
- คำว่า "เนรมิตสร้าง" (ภ.ฮีบรู bara') ใช้กับกิจกรรมที่เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นสามารถทำได้ ซึ่งหมายความว่าในเวลาใดเวลาหนึ่งที่เจาะจงพระเจ้าได้เรียก(หรือเสก อะไรทำนองนั้น)สสารและวัตถุให้เกิดขึ้น โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีมาก่อน

2.2 พระคริสตธรรมคัมภีร์บรรยายการทรงสร้างของพระเจ้าว่าว่างเปล่าและความมืดปกคลุมอยู่ (ปฐก. 1:2)
- ณ เวลานั้นจักรวาลและโลกไม่ได้มีระบบระเบียบเหมือนดังปัจจุบัน ไม่มีสิ่งมีชีวิตและไม่มีแสงสว่าง  
- หลังจากนั้น พระเจ้าทรงสร้างความสว่างเพื่อขจัดความมืด (ปฐก. 1:3-5) สร้างรูปแบบให้กับจักรวาล (ปฐก. 1:6-13) และเติมโลกให้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต (ปฐก. 1:20-28)

2.3 วิธีการที่พระเจ้าใช้ในการทรงสร้างคือ ใช้พระดำรัสอันทรงฤทธิ์อำนาจของพระองค์
- หลายครั้งหลายคราที่พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระเจ้าตรัสว่า..." (ปฐก. 1:3,6,9,11,14,20,24,26)
- พูดง่ายๆ คือ พระเจ้าตรัสสั่งให้ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินเกิดขึ้น ก่อนที่พระเจ้าจะทรงตรัสสั่งนั้น ไม่มีสิ่งใดเลยดำรงอยู่ก่อนแล้ว (สดด. 33:6,9; 148:5, อสย. 48:13, รม. 4:17, ฮบ. 11:3)

2.4 พระเจ้าทั้ง 3 พระภาค มีบทบาทในการทรงสร้าง ไม่ใช่แค่เพียงพระบิดาเท่านั้น
(ก) พระบุตรคือพระดำรัสอันทรงฤทธานุภาพที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งผ่านทางพระองค์
- ในบทนำของพระธรรมยอห์น ได้กล่าวถึงพระคริสต์ว่าเป็นพระวาทะของพระเจ้า (ยน. 1:1)
- 1ยน.1:3 "ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้นเราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์"
- นอกจากนั้น อัครทูตเปาโลได้ยืนยันว่า โดยพระคริสต์ "สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ... สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น โดยพระองค์และเพื่อพระองค์" (คส. 1:16)
- และ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูยังได้กล่าวย้ำอีกว่าโดยทางพระบุตร พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล (ฮบ.1:2)


(ข) พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มีบทบาทในการทรงสร้างเช่นกัน
- พระคริสตธรรมคัมภีร์ให้ภาพว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปกคลุมอยู่เหนือการทรงสร้าง สงวนและจัดเตรียมมันไว้สำหรับกิจกรรมแห่งการทรงสร้างอย่างสร้างสรรค์ของพระเจ้าที่มีขึ้นอีก
- ภาษาฮีบรูสำหรับคำว่า "พระวิญญาณ" (ruah) อาจจะแปลว่า "ลม" และ "ลมหายใจ" ได้ด้วย
- ดังนั้น ผู้เขียนพระธรรมสดุดีจึงได้ยืนยันบทบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเขากล่าวว่า "โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ (ruah) ของพระองค์"
- พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังมีส่วนในการดูแลรักษาการทรงสร้างของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องด้วย (โยบ 33:4, สดด. 104:30)

 

3. จุดประสงค์และเป้าหมายของการทรงสร้าง
- พระเจ้ามีเหตุผลที่เจาะจงสำหรับการสร้างโลก ดังต่อไปนี้
3.1 พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกในฐานะที่เป็นการสำแดงพระสิริ พระบารมี และฤทธิ์อำนาจของพระองค์
- กษัตริย์ดาวิดกล่าวว่า "ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์" (สดด. 19:1; 8:1)
- โดยการมองดูจักรวาลทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสร้าง จากขนาดของมันที่ใหญ่โตมโหฬารและขยายออกไป สู่ความงดงามของระบบระเบียบของธรรมชาติ เราทำสิ่งใดไม่ได้เลยนอกจากมองด้วยความอัศจรรย์ใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระผู้สร้างของเรา

3.2 พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อได้รับพระสิริและพระเกียรติอันสมกับพระองค์
- องค์ประกอบทุกอย่างของการทรงสร้าง เช่น ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ต้นไม้และป่าเขา ฝนและหิมะ แม่น้ำและลำธาร ภูเขาและเนินเขา สัตว์เลื้อยคลานและนก ต่างส่งเสียงสรรเสริญต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างมันขึ้นมา (สดด. 98:7-8; 148:1-10, อสย. 55:12)
- ดังนั้น พระเจ้าจะทรงปรารถนาและคาดหวังที่จะรับพระสิริและการสรรเสริญจากมนุษย์มากกว่านั้นสักเท่าใด!!

3.3 พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินโลกเพื่อเตรียมที่ที่พระประสงค์และเป้าหมายสำหรับมนุษยชาติจะสำเร็จ
(ก) พระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวาในพระฉายของพระองค์ เพื่อว่าพระองค์จะได้มีความรักและความสัมพันธ์ในฐานะบุคคลต่อพวกเขาตลอดนิรันดร์
- พระเจ้าออกแบบมนุษย์มาให้มี 3 องค์ประกอบ (ร่างกาย, จิตใจ, จิตวิญญาณ) ให้มีความคิด อารมณ์ความรู้สึก และความปรารถ เพื่อพวกเขาจะสามารถตอบสนองต่อพระองค์ได้อย่างมีเสรีภาพในฐานะเจ้านายและนมัสการและรับใช้พระองค์ด้วยความเชื่อ ความจงรักภักดี และด้วยใจขอบพระคุณ

(ข) พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษยชาติอย่างมาก แม้กระทั้งมารซาตานได้มาล่อลวงให้อาดัมและเอวากบฏและไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ยังได้ทรงสัญญาที่จะประทานพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อไถ่มนุษยชาติจากผลที่สืบเนื่องของบาป (ปฐก. 3:15)
- โดยทางนี้ พระเจ้าจะได้มีประชาชนในการครอบครองของพระองค์ ผู้ซึ่งจะยินดีในพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และดำเนินชีวิตในความชอบธรรมและบริสุทธิ์ต่อพระองค์ (อสย. 60:21; 61:1-3, อฟ. 1:11-12, 1ปต. 2:9)

(ค) จุดสูงสุดของพระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงสร้าง ได้บันทึกไว้ในพระธรรมวิวรณ์ ที่ซึ่งยอห์นได้บรรยายถึงจุดสิ้นสุดแห่งประวัติศาสตร์ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ "ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า "ดูเถิดพลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา" (วว. 21:3)

4. การทรงสร้างและวิวัฒนาการ
- วิวัฒนาการ คือมุมมองที่มีอิทธิพลในเรื่องจุดกำเนิดของชีวิตและจักรวาลที่นำเสนอในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และมีการศึกษา ในโลกร่วมสมัย
- คริสเตียนที่เชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ต้องพิจารณาข้อสังเกต 4 ประการต่อไปนี้ เกี่ยวกับวิวัฒนาการ

4.1 วิวัฒนาการ คือ ความพยายามของกลุ่ม Naturalism (Naturalistic effort) ในการอธิบายจุดกำเนิดและพัฒนาการของจักรวาล
- มุมมองนี้เริ่มต้นด้วยสมมติฐานว่าไม่มีผู้สร้างที่เป็นพระเจ้าที่มีความเป็นบุคคลที่ได้สร้างและทำให้โลกเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
- พวกเขาเชื่อว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยความบังเอิญอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นมาหลายพันล้านปีแล้ว ซึ่งผู้ที่สนับสนุนวิวัฒนาการอ้างว่ามีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสมมติฐานของพวกเขา

4.2 การสอนเรื่องวิวัฒนาการนั้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง
- ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทุกข้อสรุปจะต้องตั้งบนหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ที่รวบรวมมาจากการทดลองที่สามารถทำซ้ำในห้องแลบใดก็ได้
- อย่างไรก็ตาม ไม่มีการทดลองใดที่ได้หรือที่สามารถคิดขึ้นเพื่อทดสอบและยืนยันทฤษฎีเกี่ยวกับจุดกำเนิดของสสารจากข้อสมมติเรื่อง "big bang" หรือที่เกี่ยวกับการค่อยๆ พัฒนาของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างง่ายที่สุด ไปถึงสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนที่สุด
- เพราะฉะนั้น วิวัฒนาการ คือ สมมติฐาน ที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การยอมรับทฤษฎีนี้จะต้องมีความเชื่อในทฤษฎีของมนุษย์
- ความเชื่อของคนของพระเจ้ามีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเราเชื่อในพระเจ้าและเชื่อในการสำแดงที่พระองค์ได้ทรงดลใจ ที่ได้กล่าวว่า พระองค์นั่นเองที่ได้สร้างสรรพสิ่งจากความว่างเปล่า (ฮบ. 11:3)

4.3 เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไมได้ว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการภายในสปีชีส์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เกิดขึ้น
- ยกตัวอย่างเช่น มีสิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์ได้สูญพันธุ์ไป ในทางตรงกันข้าม เราได้เห็นพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในบางโอกาสภายในสปีชีส์
- แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ แม้แต่ในทางธรณีวิทยา ที่สนับสนุนทฤษฏีที่ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสามารถวิวัฒนาการเป็นอีกชนิดหนึ่ง หรืออีกสปีชีส์หนึ่ง
- แต่หลักฐานที่มีนั้น กลับสนับสนุนสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ประกาศไว้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆ "ตามชนิดของมัน" (ปฐก. 1:21,24-25)

4.4 คริสเตียนที่เชื่อในพระคัมภีร์จะต้องปฏิเสธทฤษฎีที่เรียกว่า วิวัฒนาการแบบมีพระเจ้า(theistic evolution) ด้วยเช่นเดียวกัน
- ทฤษฎีนี้ได้นำข้อสรุปส่วนใหญ่ของวิวัฒนาการแบบ naturalism (ข้อ 4.1) มาใช้ สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็แค่เพียงว่าพระเจ้าเป็นผู้เริ่มกระบวนการของวิวัฒนาการ
- ทฤษฏีนี้ได้ปฏิเสธการสำแดงของพระคัมภีร์ที่กล่าวว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโดยตรงในทุกด้านของการทรงสร้าง
- ยกตัวอย่างเช่น คำกริยาหลักทุกๆ คำของปฐมกาลบทที่ 1 ทุกประโยค จะมีพระเจ้าเป็นประธาน ยกเว้นใน ปฐก. 1:12 (ซึ่งเป็นส่วนขยายของคำสั่งของพระเจ้าจากข้อ 11) และวลีที่กล่าวซ้ำว่า มีเวลาเย็นและเวลาเช้า
- พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลังกระบวนการวิวัฒนาการ แต่พระองค์เป็นผู้สร้างโดยตรงของทุกสิ่ง (คส. 1:16)

 

ขอให้พระเกียรติทั้งหมดจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2009 เวลา 13:14 น.