Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_สันติสุขของพระเจ้า

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday50
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week561
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3406
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28402
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40203

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

rebuilding the walls of jerusalem by cf vos.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_สันติสุขของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2009 เวลา 08:14 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง สันติสุขของพระเจ้า (The Peace of God)
โดย webmaster ของ www.christiancmu.com

เยเรมีย์ 33:6 “ดูเถิด เราจะนำอนามัย และการรักษามาให้ และเราจะรักษาเขาทั้งหลายให้หายและเผยสวัสดิภาพและความมั่นคงอย่างอุดม”

 

1. คำจำกัดความของสันติสุข
• คำว่า “สันติสุข” มาจากภาษาฮีบรูว่า ชาโลม(shalom) ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า พีส(peace) เป็นคำที่ให้ความหมายมากกว่าการไม่มีสงครามหรือความขัดแย้ง
• ความหมายพื้นฐานของคำว่า “ชาโลม” คือ ความกลมกลืน การไม่แตกแยก ความสมบูรณ์ การมีสุขภาพดีและสำเร็จในทุกด้านของชีวิต
• เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ เราจะเห็นความหมายของคำว่า สันติสุข มากขึ้น ซึ่งได้แก่
 
1.1) ความสงบสุขในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น สันติภาพระหว่างประเทศที่ทำสงครามกัน
* 1ซามูเอล 7:14 “หัวเมืองที่คนฟีลิสเตียได้ยึดไปจากอิสราเอลนั้น ก็ได้กลับคืนมายังอิสราเอล ตั้งแต่เมืองเอโครนถึงเมืองกัท และอิสราเอลก็ได้ตีดินแดนของหัวเมืองเหล่านี้คืนมาจากมือของคนฟีลิสเตีย ครั้งนั้นมีสันติภาพระหว่างอิสราเอลและคนอาโมไรต์ด้วย”
* 1พงศ์กษัตริย์ 4:24 “เพราะพระองค์ทรงครอบครองเหนือท้องถิ่นทั้งสิ้นฟากตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส ตั้งแต่ทิฟสาห์ถึงกาซาและทรงครอบครองเหนือบรรดากษัตริย์ที่อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำนั้น  และพระองค์ทรงมีสันติภาพอยู่ทุกด้านรอบพระองค์”
* 1พงศาวดาร 19:19 “และเมื่อผู้รับใช้ของฮาดัดเอเซอร์เห็นว่าเขาพ่ายแพ้ต่ออิสราเอล เขาก็ยอมสงบสุขกับดาวิด และเป็นเมืองขึ้นของพระองค์ คนซีเรียจึงไม่ช่วยคนอัมโมนอีกต่อไป”

 

1.2) ความรู้สึกมั่นคงภายในประเทศ ตลอดระยะเวลาของความเจริญรุ่งเรืองและไม่มีสงครามกลางเมือง
* 2ซามูเอล 3:21-23 21และอับเนอร์ทูลดาวิดว่า "ข้าพระบาทจะลุกขึ้นกลับไป และจะรวบรวมคนอิสราเอลทั้งสิ้นมายังพระราชาเจ้านายของข้าพระบาท เพื่อเขาทั้งหลายจะกระทำพันธสัญญากับฝ่าพระบาท และเพื่อฝ่าพระบาทจะทรงปกครองให้กว้างขวางตามชอบพระทัยของฝ่าพระบาท" ดาวิดก็ทรงส่งอับเนอร์กลับไป และเขาก็ไปโดยสวัสดิภาพ 22ขณะนั้นข้าราชการทหารของดาวิดกับโยอาบกลับมาจากการไปปล้น และนำสิ่งของที่ริบได้มากมายนั้นมาด้วย แต่อับเนอร์มิได้อยู่กับดาวิดที่เฮโบรนแล้ว เพราะพระองค์ทรงส่งท่านกลับไป  และท่านก็ไปโดยสวัสดิภาพ 23เมื่อโยอาบกับกองทัพทั้งสิ้นที่อยู่กับท่านมาถึงก็มีคนบอกโยอาบว่า "อับเนอร์บุตรเนอร์มาเฝ้าพระราชา และพระองค์ทรงให้เขากลับไป เขาก็กลับไปโดยสวัสดิภาพ”
* 1พงศาวดาร 22:9
“ดูเถิด บุตรชายคนหนึ่งจะบังเกิดมาแก่เจ้า เขาจะเป็นคนแห่งความสงบ เราจะให้ความสงบแก่เขาให้พ้นจากศัตรูทั้งสิ้นของเขารอบข้าง เพราะเขาจะมีชื่อว่าซาโลมอน และเราจะให้ศานติภาพและความสงบแก่อิสราเอลในสมัยของเขา”
* สดุดี 122:6-7 6จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็ม ว่า "ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ 7ขอสันติภาพจงมีอยู่ภายในกำแพงของเธอ และให้ความปลอดภัยอยู่ภายในวังของเธอ”

 

1.3) ประสบการณ์ของการไม่แตกแยกกันและความกลมกลืนของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งในบ้านและนอกบ้าน
* สุภาษิต 17:1
“เสบียงกรังหน่อยหนึ่งพร้อมกับความสงบ ดีกว่าเรือนที่มีการเลี้ยงเต็มพร้อมกับการวิวาท”
* 1โครินธ์ 7:15 “แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะแยกไป ก็จงให้เขาไปเถิด เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้องชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่ด้วยกัน เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบ”

 

1.4) ความรู้สึกส่วนบุคคลในความสมบูรณ์และความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีความกังวล มีสันติสุขภายในจิตใจและสันติสุขกับพระเจ้า
* สดุดี 4:8 “ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ ข้าแต่พระเจ้า เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย”
* สดุดี 119:165 “บุคคลเหล่านั้นที่รักพระธรรมของพระองค์ มีสันติภาพใหญ่ยิ่ง ไม่มีสิ่งใดกระทำให้เขาสะดุดได้”
* เชื่อมโยงกับ โยบ 3:26 ตัวอย่างของการขาดสันติสุข
* โยบ 3:26 “ข้าไม่สบายใจเลย ทั้งข้าก็ไม่สงบ ข้าไม่ได้หยุดพัก แต่ความทรมานก็มาหา"
* กันดารวิถี 6:26 “ขอพระเจ้าทรงเงยพระพักตร์ของพระองค์เหนือท่าน และประทานสวัสดิภาพแก่ท่าน” 
* โรม 5:1 “เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา”

 

1.5) แม้ว่าคำว่า “ชาโลม” จะไม่ปรากฏใน ปฐมกาล 1-2 แต่คำๆ นี้สามารถอธิบายสภาพของโลกเมื่อแรกทรงสร้างว่าดำรงอยู่ในความกลมกลืนและในความสมบูรณ์
* เมื่อพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน พระองค์ทรงสร้างโลกในภาวะสันติสุข และสภาพที่ดีทั้งหมดของการทรงสร้างนั้นปรากฏอยู่ใน ปฐมกาล 1:31
* ปฐมกาล 1:31 “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก”

 

2. การขาดหายไปของสันติสุข (The Disruption of peace)
• เมื่ออาดัมและเอวาฟังเสียงของงูและรับประทานผลจากต้นไม้ที่พระเจ้าห้าม การไม่เชื่อฟังของพวกเขานำมาซึ่งความบาปและทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในการทรงสร้างของพระเจ้า
• ปฐมกาล 3:1-7 1ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้' 2หญิงนั้นจึงตอบงูว่า "ผลของต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้เรากินได้ 3เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย' 4งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายจริงดอก 5เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว" 6เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน 7ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้”


2.1) ในเวลานั้น อาดัมและเอวามีประสบการณ์ครั้งแรกของความรู้สึกผิดและความอับอายต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และสูญเสียสันติสุขภายในจิตใจ
* ปฐมกาล 3:8 “เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า”

 

2.2) ความบาปของอาดัมและเอวาในสวนเอเดนได้ทำลายความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวระหว่างพวกเขากับพระเจ้า
* ก่อนที่จะกินผลไม้นั้น พวกเขามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้าในสวนนั้น แต่หลังจากนั้นพวกเขาได้ “ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า” (ปฐก. 3:8)
* แทนที่พวกเขาจะคาดหวังรอคอยที่จะได้สนทนากับพระเจ้า พวกเขากลับกลัวที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
* ปฐมกาล 3:10 “ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัวเสีย”

 

2.3)หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวระหว่างอาดัมและเอวาในฐานะสามีภรรยาก็ถูกทำลาย
* เมื่อพระเจ้าเริ่มที่สนทนาโต้ตอบกับพวกเขาเรื่องความบาปที่พวกเขาได้ทำ อาดัมได้โยนความผิดให้เอวา และพระเจ้าได้ประกาศว่าความขัดแย้งนั้นจะดำเนินต่อไประหว่างชายและหญิง
* ปฐมกาล 3:12 “ชายนั้นทูลว่า "หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน”
* ปฐมกาล 3:16 “พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า”


* จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ลำบากในชีวิตมนุษย์ จากการโต้แย้งและความรุนแรงในครอบครัว ไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาติและการทำสงคราม
* ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในครอบครัวของเอลคานาห์
* 1ซามูเอล 1:1-8 1มีชายคนหนึ่งเป็นชาวรามาธาอิมโซฟิม แห่งแดนเทือกเขาเอฟราอิมชื่อเอลคานาห์บุตรเยโรฮัม ผู้เป็นบุตรเอลีฮู ผู้เป็นบุตรโทหุ ผู้เป็นบุตรศูฟ คนเผ่าเอฟราอิม 2ท่านมีภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่อฮันนาห์ อีกคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์ เปนินนาห์มีบุตรแต่ฮันนาห์ไม่มี 3ฝ่ายชายผู้นี้เคยขึ้นไปจากเมืองของตนทุกปี ไปนมัสการและถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าจอมโยธาที่เมืองชิโลห์ ที่นั่นมีบุตรชายสองคนของเอลีชื่อโฮฟนีและฟีเนหัส ผู้เป็นปุโรหิตแห่งพระเจ้า 4ในวันที่เอลคานาห์ถวายสัตวบูชา ท่านก็ได้แบ่งส่วนให้แก่เปนินนาห์ภรรยาของท่าน และแก่บุตรชายบุตรหญิงทุกคนของนาง 5ท่านแบ่งให้ฮันนาห์สองส่วน เพราะท่านรักนางมาก แต่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนางเสีย 6เมียคู่กับนางก็ยั่วเย้านางอย่างรุนแรงเพื่อกระทำให้นางระคายเคือง ที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนางเสีย 7เหตุการณ์ก็เป็นอยู่ดังนี้ปีแล้วปีเล่า เมื่อนางขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้าคราวใด เมียคู่ของนางก็เคยยั่วเย้านาง เพราะฉะนั้นนางฮันนาห์จึงร้องไห้ไม่รับประทานอาหาร 8และเอลคานาห์สามีของนางจึงถามนางว่า "ฮันนาห์ เธอร้องไห้ทำไม และเหตุใดเธอจึงไม่รับประทานอาหาร และทำไมจิตใจของเธอจึงโศกเศร้า สำหรับเธอฉันไม่ดีกว่าบุตรชายสิบคนหรือ"


* ในพระธรรมสุภาษิตก็มีคำสอนและคำตักเตือนในความขัดแย้งระหว่างมนุษย์
* สุภาษิต 15:18
“คนใจร้อน เร้าการวิวาท แต่บุคคลผู้โกรธช้าก็ระงับการชิงดี”
* สุภาษิต 17:1 “เสบียงกรังหน่อยหนึ่งพร้อมกับความสงบ ดีกว่าเรือนที่มีการเลี้ยงเต็มพร้อมกับการวิวาท”


2.4) ในที่สุด ความบาปได้ทำลายความกลมเกลียวและเอกภาพระหว่างมนุษยชาติและธรรมชาติ
* ก่อนที่อาดัมจะทำบาป เขาทำงานในสวนเอเดนด้วยความชื่นชมยินดี และเดินไปทั่วอย่างมีเสรีท่ามกลางสัตว์ทั้งหลาย และตั้งชื่อให้พวกมัน
* ปฐมกาล 2:15
“พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน”
* ปฐมกาล 2:19-20 19พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น 20ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้งานและนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหามีคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่”


* ส่วนหนึ่งของการแช่งสาปหลังจากการล้มลงในบาปคือความเป็นศัตรูกันระหว่างอาดัมและเอวากับงู เช่นเดียวกับความจริงที่ว่างานจะนำมาซึ่งภาระที่หนักอึ้งและต้องทำด้วยความยากลำบาก
* ปฐมกาล 3:17-19 17พระองค์จึงตรัสแก่อาดัมว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต 18แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา 19เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม”
* จากที่เคยมีความกลมเกลียวกันระหว่างมนุษยชาติกับสิ่งแวดล้อม ก็กลับกลายเป็นการต่อสู้และความขัดแย้ง ดังนั้น “...บรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นกำลังคร่ำครวญ และผจญความทุกข์ยากด้วยกันมาจนทุกวันนี้” (โรม 8:22)

 

3. การรื้อฟื้นของสันติสุข (The Restoration of Peace)
• แม้ว่าผลของการล้มลงในบาปจะทำให้เกิดการขาดหายไปของสันติสุขและความสมบูรณ์ในชีวิตมนุษย์ และอันที่จริงก็มีผลต่อการทรงสร้างทั้งหมดของพระเจ้า
• พระเจ้าทรงมีแผนการที่จะรื้อฟื้น “สันติสุข”(ชาโลม) ด้วยเหตุนี้เรื่องราวเหตุการณ์ของการนำสันติสุขกลับคืนมาจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับการไถ่ของพระเยซูคริสต์

 

3.1) เนื่องซาตานเป็นผู้เริ่มต้นในการทำให้เกิดการขาดหายไปของสันติสุขในโลก การนำสันติสุขกลับคืนมาจึงเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของซาตานและฤทธิ์อำนาจของมัน
* มีพระสัญญาในพระคัมภีร์มากมายที่บอกเราว่าการมาของพระเมสสิยาห์คือพระสัญญาแห่งการมาของชัยชนะและสันติสุข
* กษัตริย์ดาวิดได้พยากรณ์ไว้ว่าพระบุตรของพระเจ้าจะทรงปกครองบรรดาประชาชาติ
* สดุดี 2:8-9
8จงขอจากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า 9เจ้าจะตีเขาให้แตกด้วยกระบองเหล็ก และฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆ ดุจภาชนะของช่างปั้นหม้อ”
* เชื่อมโยงกับ วิวรณ์ 2:26-27
26ผู้ใดมีชัยชนะและดำรงรักษากิจการของเราไว้จนถึงที่สุด เราจะให้ผู้นั้นมีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ 27และผู้นั้นจะบังคับบัญชาคนทั้งหลาย ด้วยกระบองเหล็ก เหมือนกับเมื่อหม้อดินของช่างหม้อที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ตามที่เราได้รับอำนาจจากพระบิดาของเรา”
* วิวรณ์ 19:15 “มีพระแสงคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดานานาประชาชาติ ด้วยพระแสงนั้น และพระองค์จะทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก พระองค์จะทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด”


* อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ว่าพระเมสสิยาห์จะทรงปกครองในฐานะองค์สันติราช(Prince of peace)
* อิสยาห์ 9:6-7 6ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า "ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช" 7เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุด เหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ ที่จะสถาปนาไว้ และเชิดชูไว้ ด้วยความยุติธรรมและด้วยความชอบธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดรกาล ความกระตือรือร้นของพระเจ้าจอมโยธาจะกระทำการนี้”

* เอเสเคียลได้พยากรณ์ว่าพันธสัญญาใหม่ที่พระเจ้าจะทรงสถาปนาผ่านทางพระเมสสิยาห์จะเป็นพันธสัญญาแห่งสันติภาพ(หรือสันติสุข) – Covenant of peace
* เอเสเคียล 34:25 “เราจะกระทำพันธสัญญาสันติสุขกับเขาและกำจัดสัตว์ร้ายเสียจากแผ่นดิน เพื่อว่าเขาจะอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารอย่างปลอดภัย และนอนอยู่ในป่าไม้”
* เอเสเคียล 37:26 “เราจะกระทำพันธสัญญาสันติภาพกับเขา จะเป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เขา และเราจะอวยพรเขาและให้เขาทวีขึ้น และเราจะวางสถานนมัสการของเราไว้ท่ามกลางเขาเป็นนิตย์”

* และมีคาห์ ในขณะที่กล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับการทรงบังเกิดของผู้ปกครองอิสราเอล ได้กล่าวว่า “..พระองค์จะทรงเป็นสันติสุขของเขา”
* มีคาห์ 5:5 “นี่ {หรือ ท่านผู้นี้} จะเป็นสันติสุข คือเมื่อชาวอัสซีเรียจะยกเข้ามาในแผ่นดินของเราและเหยียบย่ำดินของเรา เราจะยกผู้เลี้ยงแกะเจ็ดคน และเจ้านายแปดคนมาต่อต้านเขา”

 

3.2) ณ การบังเกิดของพระกุมารเยซู ทูตสวรรค์ได้ประกาศว่าสันติสุขของพระเจ้าได้(กลับ)เข้ามาในโลกแล้ว
* ลูกา 2:14
“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

* พระเยซูทรงเสด็จมาบังเกิดเพื่อทำลายกิจการที่ชั่วร้ายของมาร และทำลายกำแพงแห่งการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างมนุษย์ลง และทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
* 1ยอห์น 3:8
“ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร”
* เอเฟซัส 2:12-17
12จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า 13แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ 14เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง 15คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆ นั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข 16และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป 17และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้”

* พระเยซูทรงประทานสันติสุขให้แก่สาวกของพระองค์เป็นเหมือนของขวัญสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน
* ยอห์น 14:27 “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย”
* ยอห์น 16:33
“เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว”

* โดยการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระองค์ พระเยซูทรงปลดอำนาจและสิทธิอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ และทรงทำให้เกิดสันติสุข
* โคโลสี 1:20 “และโดยพระองค์ ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์”
* โคโลสี 2:14-15
14พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆ ซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน 15พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขา และชนะเขาโดยกางเขนนั้น”
* เชื่อมโยงกับ อิสยาห์ 53:4-5 4แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลายและหอบความเจ็บปวดของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ 5แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลายท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่านที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี”

* ดังนั้น เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ และมีสันติสุขกับพระเจ้า
* โรม 5:1
“เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา”

* ข่าวสารที่พระเยซูคริสต์ทรงประกาศคือข่าวดีแห่งสันติสุข
* กิจการ 10:36 “เรื่องที่พระองค์ได้ทรงฝากไว้กับพวกอิสราเอล คือทรงประกาศข่าวดีเรื่องสันติสุขโดยพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง”
* เชื่อมโยงกับ อิสยาห์ 52:7 “เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด ผู้กล่าวแก่ศิโยนว่า ‘พระเจ้าของเจ้าทรงครอบครอง’”

 

3.3) การที่เพียงแต่รู้ว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้าในโลกในฐานะองค์สันติราช(Prince of Peace) ไม่ได้รับรองว่าสันติสุขจะเข้ามาในชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ ประสบการณ์แห่งสันติสุขเรียกร้องให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์ในความเชื่อ
* ขั้นตอนแรกคือการเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราทำดังนั้นเราก็เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ และมีสันติสุขกับพระเจ้า
* โรม 3:21-28
21แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ 22คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน 23เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า 24แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว 25พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น 26และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย 27เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเอาอะไรมาอวด ก็หมดหนทาง จะอ้างหลักอะไรว่าหมดหนทาง อ้างหลักการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือ ไม่ใช่ แต่ต้องอ้างหลักของความเชื่อ 28เพราะเราทั้งหลายเห็นว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติ”
* โรม 4:1-13 1ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต 2ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น 3พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็ว่า อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม 4ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ 5ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้นพระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม 6ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นคนชอบธรรม โดยมิได้อาศัยการประพฤติ 7ว่า คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข 8บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข 9ถ้าเช่นนั้นความสุขมีแก่คนที่เข้าสุหนัตพวกเดียวหรือ หรือว่ามีแก่พวกที่มิได้เข้าสุหนัตด้วย เพราะเรากล่าวว่า "เพราะความเชื่อนั้นเองพระเจ้าทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม" 10แต่พระเจ้าทรงถืออย่างไร เมื่อท่านเข้าสุหนัตแล้วหรือ หรือเมื่อยังไม่ได้เข้าสุหนัต มิใช่เมื่อท่านเข้าสุหนัตแล้ว แต่เมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต 11และท่านได้เข้าสุหนัตเป็นเครื่องหมายสำคัญ เป็นตราแห่งความชอบธรรม ซึ่งเกิดโดยความเชื่อที่ท่านได้มีอยู่ เมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของคนทั้งปวงที่เชื่อ  ทั้งที่เมื่อเขายังไม่ได้เข้าสุหนัตและพระเจ้าทรงถือว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรมด้วย 12และเพื่อท่านจะเป็นบิดาของคนเหล่านั้นที่เข้าสุหนัต ที่มิได้เพียงแต่เข้าสุหนัตเท่านั้น แต่มีความเชื่อตามแบบของอับราฮัมบิดาของเราทั้งหลาย ซึ่งท่านมีอยู่เมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต 13เพราะว่าพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมและผู้สืบเชื้อสายของท่านที่ว่า จะได้ทั้งพิภพเป็นมรดกนั้นไม่ได้มีมาโดยพระบัญญัติ แต่มีมาโดยความชอบธรรมที่เกิดจากความเชื่อ”
* กาลาเทีย 2:16 “ก็ยังรู้ว่าไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่โดยศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ถึงเราเองก็มีใจศรัทธาในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยศรัทธาในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมได้เลย”
* โรม 5:1
“เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา”

* สิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันกับความเชื่อ คือเราต้องดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์เพื่อจะมีชีวิตในสันติสุขของพระองค์ 
* เลวีนิติ 26:3
“ถ้าเจ้าทั้งหลายดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษาบัญญัติของเรา และกระทำตาม”
* เลวีนิติ 26:6 “เราจะให้ศานติภาพในแผ่นดิน เจ้าทั้งหลายจะนอนลง และไม่มีผู้ใดที่จะทำให้เจ้ากลัว เราจะขจัดสัตว์ร้ายจากแผ่นดินและดาบจะไม่ผ่านแผ่นดินของเจ้าเลย”
* ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม มักจะประกาศว่า ไม่มีสันติสุขสำหรับคนชั่วร้าย
* อิสยาห์ 57:21
“พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่า "ไม่มีสันติสุข แก่คนอธรรม"”
* อิสยาห์ 59:8 “เขาไม่รู้จักทางแห่งศานติภาพ ไม่มีความยุติธรรมในวิถีของเขา  เขาได้ทำให้ถนนของเขาคดโค้ง ผู้ใดที่เดินในนั้นไม่รู้จักศานติภาพ”
* เยเรมีย์ 6:14
“เขาทั้งหลายได้รักษาแผลแห่งประชากรของเราแต่เล็กน้อย กล่าวว่า 'สวัสดิภาพ สวัสดิภาพ' เมื่อไม่มีสวัสดิภาพเลย”
* เยเรมีย์ 8:11
“เขาได้รักษาแผลแห่งประชากรของเราแต่เล็กน้อยกล่าวว่า 'สวัสดิภาพ  สวัสดิภาพ' เมื่อไม่มีสวัสดิภาพเสียเลย”
* เอเสเคียล 13:10 “เพราะว่า เออ เพราะว่าเขาทั้งหลายได้นำประชาชนของเราให้หลง โดยกล่าวว่า 'สันติภาพ' เมื่อไม่มีสันติภาพเลย และเพราะว่าเมื่อมีคนสร้างกำแพง ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นก็ฉาบด้วยปูนขาว”
* เอเสเคียล 13:16
“คือผู้เผยพระวจนะ อิสราเอลผู้เผยพระวจนะเกี่ยวถึงกรุงเยรูซาเล็มและได้เห็นนิมิตแห่งสันติภาพของเมืองนั้นในเมื่อไม่มีสันติภาพ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”
* ในการรู้จักสันติสุข พระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งเริ่มผลแห่งพระวิญญาณในเรา หนึ่งในนั้นคือสันติสุข
* กาลาเทีย 5:22 “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ”
* เชื่อมโยงกับ โรม 14:17
“เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์”
* เอเฟซัส 4:3
“จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ”

* ด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณฯ เราต้องอธิษฐานขอสันติสุข ให้สันติสุขครอบครองจิตใจ แสวงหาสันติสุขและรักษามันไว้ และทำส่วนของเราอย่างดีที่สุดเพื่อดำเนินชีวิตในสันติสุขร่วมกับผู้อื่น
* สดุดี 34:14 “จงหนีการชั่ว และกระทำการดี แสวงสันติภาพ และติดตามไป”
* เยเรมีย์ 29:7 “แต่จงส่งเสริมสวัสดิภาพของเมือง ซึ่งเราได้กวาดเจ้าให้ไปเป็นเชลยอยู่นั้น และจงอธิษฐานต่อพระเจ้าเผื่อเมืองนั้น เพราะว่าเจ้าทั้งหลายจะพบสวัสดิภาพของเจ้าในสวัสดิภาพของเมืองนั้น”
* 2ทิโมธี 2:22 “ดังนั้นท่านจงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม และจงใฝ่ในทางธรรม ในความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับผู้ที่ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์”
* 1เปโตร 3:11 “ให้เขาละความชั่วและกระทำความดี ให้เขาใฝ่หาสันติสุขและมุ่งดำเนินไป”
* โรม 12:18 “ถ้าเป็นได้ คือเรื่องที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”
* 2โครินธ์ 13:11
“ครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่สามที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมพวกท่าน ข้อกล่าวหาใดๆ ต้องมีพยานสองสามปากจึงจะเป็นที่เชื่อถือได้”
* 1เธสะโลนิกา 5:13 “จงเคารพและรักเขาให้มากเพราะงานที่เขาได้กระทำ จงอยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน”
* ฮีบรู 12:14 “จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย และอุตส่าห์ที่จะได้ใจบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย”

 

ขอให้พระเกียรติทั้งหมดจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)


 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2009 เวลา 12:36 น.