Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_พระวจนะของพระเจ้า

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday50
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week561
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3406
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28402
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40227

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jesus at bethany.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_พระวจนะของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2009 เวลา 08:45 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง พระวจนะของพระเจ้า (The Word of God)
โดย webmaster ของ
www.christiancmu.com

อิสยาห์ 55:10-11 “10เพราะ ฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่กลับที่นั่นเว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่านและอาหารแก่ผู้กินฉันใด 11คำของเราซึ่ง ออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น”

1. ลักษณะของพระวจนะของพระเจ้า

• วลีที่กล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้า” หรือ “พระคำของพระเจ้า” ได้เกี่ยวโยงกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่หลากหลายในพระคัมภีร์ ที่ทำให้เราเห็นความหมายของมันได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อเราได้ศึกษาพระคัมภีร์ตอนนั้นๆ

• จากการศึกษาเราพบว่า พระวจนะของพระเจ้า หมายถึงสิ่งดังต่อไปนี้

1.1) พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสโดยตรง

- เมื่อพระเจ้าทรงตรัสกับอาดัมและเอวา สิ่งที่พระองค์ตรัสคือพระวจนะของพระเจ้า

- ปฐมกาล 2:16-17 “16พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด 17เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่”

- ปฐมกาล 3:9-19 “9พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน" 10ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระ สุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัวเสีย" 11พระองค์จึงตรัสว่า "ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ" 12ชายนั้นทูลว่า "หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน" 13พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า "เจ้าทำอะไรไป" หญิงนั้นทูลว่า "งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน" 14พระ เจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่า สัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินจนตลอดชีวิต 15เราจะ ให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ 16พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า" 17พระองค์ จึงตรัสแก่อาดัมว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต 18แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา 19เจ้า จะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม”

 

- ในทางที่คล้ายคลึงกัน พระองค์ทรงตรัสพระวจนะของพระองค์แก่อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และโมเสส

- ปฐมกาล 12:1-3 “1พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ 2เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร 3เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า”

- ปฐมกาล 26:1-5 “1อยู่ มาเกิดกันดารอาหารในดินแดนนั้น นอกเหนือการกันดารอาหารครั้งก่อนในสมัยอับราฮัม อิสอัคไปยังเก-ราร์ยังอาบีเมเลคพระราชาแห่งชาวฟีลิสเตีย 2พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านและตรัสว่า "อย่าไปอียิปต์เลย อาศัยในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกให้เจ้าเถิด 3อาศัย อยู่ในดินแดนนี้ แล้วเราจะอยู่กับเจ้าและอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้า เราจะทำให้คำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับอับราฮัมบิดาของเจ้านั้นสำเร็จ 4เรา จะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดาวบนฟ้า และจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมด แก่เชื้อสายของเจ้า ประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะเชื้อสายของเจ้า 5เพราะว่าอับราฮัมได้ฟังเสียงเรา และได้รักษาคำกำชับของเรา บัญญัติของเรา กฎเกณฑ์ของเรา และพระธรรมของเรา”

- ปฐมกาล 28:13-15 “13พระเจ้าประทับยืนอยู่เหนือบันได และตรัสว่า "เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค แผ่นดินซึ่งเจ้านอนอยู่นั้นเราจะให้แก่เจ้าและเชื้อสายของเจ้า 14เชื้อ สายของเจ้าจะเป็นเหมือนผงคลีบนแผ่นดิน เจ้าจะแผ่กว้างออกไปทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศเหนือและทิศใต้ บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลกจะได้รับพรเพราะเจ้าและเพราะเชื้อสายของเจ้า 15เรา อยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเจ้า จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้ว"

- อพยพ 3:6 “แล้ว พระองค์ตรัสอีกว่า "เราเป็นพระเจ้าของบิดาเจ้า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ" โมเสสปิดหน้าเสีย เพราะกลัวไม่กล้ามองดูพระเจ้า”

 

- พระเจ้าได้ทรงตรัสแก่ชนชาติอิสราเอลที่ภูเขาซีนายเมื่อพระองค์ได้ทรง ประทานบัญญัติ 10 ประการแก่พวกเขาด้วย สิ่งที่พวกเขาได้ยินเรียกว่า พระวจนะของพระเจ้า (อพยพ 20:1-19)

 

1.2) พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่พระเจ้าตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะ

- นอกจากพระเจ้าจะทรงตรัสกับมนุษย์โดยตรงแล้ว พระองค์ทรงตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะด้วย

- เมื่อผู้เผยพระวจนะจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าแก่ประชากรของพระองค์ พวกเขามักจะกล่าวนำถ้อยคำของพวกเขาว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า” หรือ “พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า”

- อพยพ 4:22 “เจ้าจงทูลฟาโรห์ว่า 'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า คนอิสราเอลเป็นบุตรหัวปีของเรา’”

- 2ซามูเอล 12:11 “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า "ดูเถิด เราจะให้เหตุร้ายบังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้า ผู้นั้นจะนอนร่วมกับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย”

- เยเรมีย์ 1:4 “พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า”

- เอเสเคียล 6:1 “พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า”

 

- ดังนั้น เมื่อคนอิสราเอลได้ฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ พวกเขาก็กำลังฟังพระวจนะของพระเจ้า

 

1.3) พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่อัครทูตกล่าวในพระคัมภีร์ใหม่

- แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กล่าวนำสิ่งที่เขาพูดว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า” เหมือนกับผู้เผยพระวจนะ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดและประกาศนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง

- ตัวอย่างเช่น เปาโลเทศนาให้ประชาชนที่เมืองอันทิโอก แคว้นปิสิเดียฟังในกิจการ 13:16-41 ได้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นซึ่งได้กล่าวในข้อ 44 ว่า “ครั้นถึงวันสะบาโตหน้า คนเกือบสิ้นทั้งเมืองได้ประชุมกันฟังพระวจนะของพระเจ้า”

 

- เปาโลยังได้กล่าวแก่คริสตจักรที่เธสะโลนิกา ใน 1เธสะโลกนิกา 2:13 ว่า “.. เมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งท่านได้ยินจากเรา  ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์  แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง  คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า”

- กิจการ 8:25 “ครั้นพวกอัครทูตเป็นพยาน และประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วก็กลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และได้ประกาศข่าวประเสริฐตามทางในหมู่บ้านชาวสะมาเรียหลายแห่ง”

 

1.4) พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่พระเยซูตรัส

- เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ตรัสจึงเป็นพระวจนะของพระเจ้า

- ยอห์น 1:1 “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า”

- ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”

- ยอห์น 10:30 “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

- 1ยอห์น 5:20 “และเราทั้งหลายรู้ว่า พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้ว และได้ทรงประทานสติปัญญาให้เรา เพื่อให้เรารู้จักพระเจ้าแท้ และเราอยู่ในพระเจ้าแท้นั้นโดยอยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ นี่แหละเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์”

 

- ลูกา ผู้เขียนพระกิตติคุณเล่มที่สาม ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อประชาชนได้ฟังพระเยซูตรัส พวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า

- ลูกา 5:1 “ครั้งเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ทรงยืนอยู่ที่ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท”

 

- เมื่อเราสังเกต เราจะพบข้อแตกต่างจากสิ่งที่พระเยซูตรัสกับผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมพูด

- ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า” แต่พระเยซูทรงเริ่มต้นด้วยคำว่า “เราบอก(ความจริงแก่)ท่าน(ทั้งหลาย)ว่า”

- มัทธิว 5:20 “เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์”

- มัทธิว 11:22 “แต่เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะเบากว่าโทษของเจ้า”

- มาระโก 9:1 “พระองค์ ยังตรัสแก่เขาว่า "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย จนกว่าจะได้เห็นแผ่นดินของพระเจ้ามาด้วยฤทธานุภาพ”

- ยอห์น 8:34 “พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป”

 

- พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในพระองค์เองในการกล่าวพระวจนะของพระเจ้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการฟังพระดำรัสของพระเยซูคริสต์เพราะ “... ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (ยอห์น 5:24)

- แท้จริงแล้ว พระคัมภีร์ได้ระบุเอกลักษณ์ของพระเยซูคริสต์ไว้อย่างใกล้ชิดกับพระวจนะของพระเจ้าโดยเรียกพระองค์ว่า “พระวาทะ”

- ยอห์น 1:1 “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า”

- 1ยอห์น 1:1 “ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล  ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต”

- วิวรณ์ 19:13 “พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มเลือด และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ พระวาทะของพระเจ้า”

 

1.5) พระวจนะของพระเจ้าคือบันทึกถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ อัครทูต และพระเยซูคริสต์

- นั่นคือพระคริสตธรรมคัมภีร์

- ในพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ว่าผู้เขียนจะใช้วลีว่า “โมเสสกล่าวว่า” “ดาวิดตรัสว่า” “พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า” หรือ “พระเจ้าตรัสว่า” ล้วนไม่ต่างกัน

- กิจการ 3:22 “โมเสสได้กล่าวไว้ว่า "พระเจ้าของท่านทั้งหลาย จะทรงโปรดประทานผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง เหมือนอย่างเราให้แก่ท่านจากจำพวกพี่น้องของท่าน  ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังผู้นั้นในสิ่งสารพัดซึ่งพระองค์จะได้ตรัสแก่ท่าน”

- โรม 10:5 “โมเสสได้เขียนเรื่องความชอบธรรมซึ่งมีธรรมบัญญัติเป็นมูลฐานว่า คนใดที่ประพฤติตามจะได้ชีวิตโดยการประพฤตินั้น”

- โรม 10:19 “ข้าพเจ้าถามอีกว่า "พลอิสราเอลไม่เข้าใจหรือ" ตอนแรกโมเสสกล่าวว่า เราจะให้เจ้าทั้งหลายอิจฉาผู้ที่ไม่ใช่ชนชาติ เราจะยั่วโทสะเจ้าด้วยชนชาติที่โง่เขลาชาติหนึ่ง”

- ฮีบรู 3:7 “เหตุฉะนั้น ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์”

- ฮีบรู 4:7 “ดังนั้นพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้อีกวันหนึ่งคือ "วันนี้" ตามที่พระองค์ได้ตรัสทางดาวิดในเวลาต่อมานาน ในข้อพระคัมภีร์ที่อ้างมาข้างบนแล้วว่าวันนี้ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้น”

 

- ดังนั้น สิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์ จึงเป็นพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระองค์

- 2ทิโมธี 3:16-17 “16พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าวการปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม 17เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง”

 

1.6) การประกาศพระวจนะโดยผู้เทศนาหรือผู้เผยพระวจนะในคริสตจักรปัจจุบัน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า
ก) เปาโลได้บอกว่าสิ่งที่ผู้อ่านของเขาได้รับผ่าน การประกาศพระวจนะนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้า และท่านได้แนะนำทิโมธีให้ “ประกาศพระวจนะ” ด้วยเช่นเดียวกัน

o 1เปโตร 1:25 “แต่พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์พระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว”

o 2ทิโมธี 4:2 “ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน”

o การเทศนาหรือการประกาศนั้นจะต้องไม่แยกออกจากสิ่งที่เขียนในพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่จะเป็นตัวทดสอบว่า คำเทศนาหรือคำสอนที่ประกาศนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่นั้น ก็คือ คำเทศนาหรือคำสอนนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์หรือไม่

 

ข) ผู้ที่ได้รับคำเผยพระวจนะ คำพยากรณ์ หรือการสำแดงในที่ประชุมนมัสการ

o คำถามที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันก็คือ หากมีการเผยพระวจนะ การกล่าวคำพยากรณ์ หรือการกล่าวถึงการสำแดงในที่ประชุมนมัสการ ผู้เชื่อคนนั้นกำลังกล่าวพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?

o เราสามารถอนุมานได้ว่า “ใช่” แต่ไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ใจว่า “ใช่แน่นอน”

 

o เปาโลยืนยันว่าถ้อยคำเหล่านั้นอยู่ภายใต้การวินิจฉัย ของผู้เผยพระวจนะคนอื่น ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าคำเผยพระวจนะนั้นไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า

o 1โครินธ์ 14:29 “ฝ่ายพวกผู้เผยพระวจนะนั้นให้พูดสองคนหรือสามคน และให้คนอื่นวินิจฉัยข้อความที่เขาพูดนั้น”

 

o เราอาจกล่าวได้ว่าการเผยพระวจนะในยุคปัจจุบันได้รับ การดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แบบทุติยภูมิหรือเป็นขั้นที่รองลงมาจากยุคที่ เขียนพระคัมภีร์ (Secondary sense of inspiration) เพราะการสำแดงผ่านทางผู้เผยพระวจนะในปัจจุบันไม่ได้ถือว่าไม่มีข้อผิดพลาด แต่อาจผิดพลาดได้ (Inerrancy – เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของพระคัมภีร์ คือ “ไม่มีข้อผิดพลาด” โปรดติดตามเรื่องนี้ได้ในหัวข้อต่อๆ ไปที่จะมีมาในอนาคต)

o อย่างไรก็ตามเราไม่ควรหมิ่นประมาทคำเผยพระวจนะใดๆ แม้จะกล่าวโดยใครก็ตาม แต่ให้ใคร่ครวญสิ่งที่ได้ยินนั้น แล้วพิจารณาตนเองเพื่อรักษาชีวิตในการเดินกับพระเจ้า

o 1เธสะโลนิกา 5:20 "อย่าประมาทคำเผยข้อลับลึก"

 

2. ฤทธิ์อำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า

• พระคัมภีร์กล่าวว่าพระวจนะของพระเจ้าปักแน่นในสวรรค์ พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์

• สดุดี 119:89 "ข้าแต่พระเจ้า พระวจนะของพระองค์ ปักแน่นอยู่ในสวรรค์เป็นนิตย์"

• อิสยาห์ 40:8 “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไปแต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์”

• 1เปโตร 1:24-25 “24เพราะว่า บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และบรรดาศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้า ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป และดอกก็ร่วงโรยไป 25แต่พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์พระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว”

• พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตาย แต่เป็นพลวัตและทรงฤทธานุภาพ และบรรลุผลสำเร็จ

• อิสยาห์ 55:11 “คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น”

• พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจดังต่อไปนี้

 

2.1) พระวจนะของพระเจ้าเป็นพระวจนะแห่งการทรงสร้าง

- เมื่อเราดูเหตุการณ์แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า สรรพสิ่งเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะของพระองค์

- ปฐมกาล 1:3-4 “3พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น 4พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด”

- ปฐมกาล 1:6-7 “6พระเจ้าตรัสว่า "จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน" 7พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น”

 

- ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กล่าวสรุปการทรงสร้างของพระเจ้าว่า “โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา”

- สดุดี 33:6 “โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์”

- สดุดี 33:9 “เพราะพระองค์ตรัส  มันก็เกิดขึ้นมา  พระองค์ทรงบัญชา  มันก็ออกมา”

 

- และผู้เขียนฮีบรูได้กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ด้วยพระดำรัสของพระองค์”

- ฮีบรู 11:3 “โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น”

 

- ให้สังเกตว่า ยอห์นได้กล่าวในข้อเขียนของเขาว่า พระวจนะของพระเจ้าที่ใช้ในการสร้างสรรพสิ่งคือพระเยซูคริสต์

- ยอห์น 1:1-3 “1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ”

 

2.2) พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจในการผดุงไว้ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

- ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า พระเจ้าทรง “ผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสของพระองค์”

- ฮีบรู 1:3 "พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว ก็ได้ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน"

 

- เช่นเดียวกับพระวจนะแห่งการทรงสร้าง พระวจนะแห่งการผดุงไว้ซึ่งสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างก็สัมพันธ์กับพระเยซู คริสต์ เพราะเปาโลได้ยืนยันว่า “ในพระองค์(พระเยซู) สรรพสิ่งได้ถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ”

- โคโลสี 1:17 “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์”

 

2.3) พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจในการให้ชีวิตใหม่

- เปโตรเป็นพยานว่าเราสามารถบังเกิดใหม่ “ด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่”

- 1เปโตร 1:23 “ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่จากพันธุ์มตะ แต่จากพันธุ์อมตะ คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่

- 2ทิโมธี 3:15 “และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์”

- ยากอบ 1:18 “โดยทรงตั้งพระทัยแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดโดยสัจจวาทะ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เป็นอย่างผลแรกแห่งสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสร้าง”

 

- ด้วยเหตุนี้ พระเยซูคริสต์จึงถูกเรียกว่า “พระวาทะแห่งชีวิต” (the Word of life)

- 1ยอห์น 1:1 “ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต

 

2.4) พระวจนะของพระเจ้าประกอบด้วยพระคุณ ฤทธิ์อำนาจ และการสำแดง ซึ่งช่วยให้ผู้เชื่อเติบโตขึ้นในความเชื่อและการผูกพันกับพระคริสต์

- อิสยาห์ได้ให้ภาพที่ชัดเจนที่ทำให้เราเข้าใจความจริงข้อนี้มากขึ้น คือภาพของฝนจากฟ้าที่ทำให้สิ่งต่างๆ เติบโตด้านกายภาพ ซึ่งเป็นเหมือนกับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ทำให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ

- อิสยาห์ 55:10-11 10"เพราะฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่กลับที่นั่นเว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่านและอาหารแก่ผู้กินฉันใด 11คำของเราซึ่ง ออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น”

 

- เปโตรได้กล่าวถึงแนวความคิดเดียวกัน เมื่อท่านได้เขียนว่า โดยการดื่มน้ำนมบริสุทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า เราก็เติบโตขึ้นในความรอด

- 1เปโตร 2:2 “เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด

 

2.5) พระวจนะของพระเจ้าเป็นดาบซึ่งพระเจ้าประทานให้เราในการต่อสู้กับซาตาน

- เอเฟซัส 6:17 “จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า”

- วิวรณ์ 19:13-15 “13พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มเลือด และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ พระวาทะของพระเจ้า 14เหล่าพลโยธาในสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์ ได้นั่งบนหลังม้าขาวตามเสด็จพระองค์ไป 15มี พระแสงคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดานานาประชาชาติ ด้วยพระแสงนั้น และพระองค์จะทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก พระองค์จะทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด”

 

- ให้เราสังเกตเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูทรงมี ชัยชนะเหนือการทดลองของมาร แต่ละครั้งพระองค์เอาชนะมารด้วยการกล่าวว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า...” (นั่นคือ การยืนยันในความจริงที่ไม่ผิดพลาดแห่งพระวจนะของพระเจ้า)

- ลูกา 4:1-11 “1พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไป 2ถึง สี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร ทรงถูกมารทดลอง ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร 3มารจึงทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร" 4ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ 5แล้วมารจึงนำพระองค์ขึ้นไป สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น 6แล้ว มารได้ทูลพระองค์ว่า "อำนาจทั้งสิ้นนี้ และศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ์ไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น 7เหตุฉะนั้นถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด" 8ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว 9แล้ว มารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด 10เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ป้องกันรักษาท่านไว้ 11และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน”

 

2.6) พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจในการพิพากษาเรา

- ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมและอัครทูตในพระคัมภีร์ใหม่มักจะกล่าวถ้อยคำแห่งการพิพากษาที่ได้รับจากพระเจ้า

- พระเยซูเองก็กล่าวว่าพระวจนะของพระองค์จะกล่าวโทษบรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์

- ยอห์น 12:48 “ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย”

 

- และผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่าพระวจนะอันทรงฤทธานุภาพของพระเจ้าตัดสิน “ความคิดและความมุ่งหมายในใจ”

- ฮีบรู 4:12 “เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย”

 

- กล่าวอีก อย่างหนึ่งก็คือ ใครก็ตามที่เลือกที่จะปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าจะมีประสบการณ์แห่งการถูกกล่าวโทษจากพระวจนะของพระองค์ในวันใดวันหนึ่ง

 

3. การตอบสนองของเราต่อพระวจนะของพระเจ้า

• พระคัมภีร์ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนว่า เราควรตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรในหลายๆ รูปแบบ ดังต่อไปนี้

 

3.1) เราต้องกระหายที่จะฟังพระวจนะของพระเจ้า และแสวงหาที่จะมีความเข้าใจ

- อิสยาห์ 1:10 “ดูก่อนท่านผู้ปกครองเมืองโสโดม จงฟังพระวจนะของพระเจ้า ดูก่อนท่านประชาชนเมืองโกโมราห์ จงเงี่ยหูฟังพระธรรมของพระเจ้าของเรา”

- เยเรมีย์ 7:1-2 “1พระวจนะซึ่งมาจากพระเจ้าถึงเยเรมีย์ว่า 2" เจ้าจงยืนอยู่ในประตูกำแพงพระนิเวศของพระเจ้า และโฆษณาถ้อยคำเหล่านี้ที่นั่นว่า บรรดาคนยูดาห์ทั้งปวงผู้เข้ามาในประตูกำแพงนี้เพื่อจะนมัสการพระเจ้า จงฟังพระวจนะพระเจ้า”

- กิจการ 17:11 “ยิวชาวเมืองนั้นมีจิตใจ สูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจะจริงดังกล่าวหรือไม่”

- มัทธิว 13:23 “ส่วน พืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง”

3.2) เราต้องสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้า รักพระวจนะ และให้พระวจนะเป็นความยินดีในชีวิตของเรา

- สดุดี 56:4 “ใน พระเจ้า ผู้ที่ข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะของพระองค์ ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว เนื้อหนังจะกระทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้”

- สดุดี 56:10 “ในพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะของพระองค์ ในพระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะของพระองค์”

- สดุดี 119:47 “เพราะข้าพระองค์ปีติยินดีในพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์รัก”

- สดุดี 119:113 “ข้าพระองค์เกลียดชังคนสองใจ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์”

- สดุดี 119:16 “ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์”

 

3.3) เราต้องยอมรับพระวจนะของพระเจ้า รักษาไว้ในจิตใจ วางใจในพระวจนะ และฝากวางความหวังไว้ในพระสัญญาแห่งพระวจนะของพระองค์

- มาระโก 4:20 “ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้น และรับไว้ จึงเกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง”

- กิจการ 2:41 “คนทั้งหลายที่รับคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน”

- 1เธสะโลนิกา 2:13 “เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์ แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ”

- สดุดี 119:11 “ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์”

- สดุดี 119:42 “แล้วข้าพระองค์จะมีคำตอบแก่ผู้ที่เยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์วางใจในพระวจนะของพระองค์”

- สดุดี 119:74 “บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์จะเห็นข้าพระองค์และเปรมปรีดิ์ เพราะว่าข้าพระองค์ได้หวังในพระวจนะของพระองค์”

- สดุดี 119:81 “จิตใจของข้าพระองค์อ่อนระโหยคอยความรอดของพระองค์ ข้าพระองค์หวังในพระวจนะของพระองค์”

- สดุดี 130:5 “ข้าพเจ้าคอยพระเจ้า จิตใจของข้าพเจ้าคอยอยู่และข้าพเจ้าหวังในพระวจนะของพระองค์”

 

3.4) เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องเชื่อฟังในสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าสั่งไว้ และดำเนินชีวิตตามนั้น

- สดุดี 119:17 “ขอทรงโปรดปรานผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตและจะถือพระวจนะของพระองค์”

- สดุดี 119:67 “ก่อนที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก ข้าพระองค์หลงเจิ่นแต่บัดนี้ข้าพระองค์ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์”

- ยากอบ 1:22-24 “22แต่ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการลวงตนเอง 23เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา 24เพราะว่าเมื่อดูตัวเองแล้วก็ไป และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร”

- สดุดี 119:9 “หนุ่มๆ จะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไรโดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์”

 

• พระเจ้าทรงเรียกร้องผู้ที่ใช้พระวจนะของพระองค์ให้ใช้อย่างถูกต้อง และประกาศสั่งสอนพระวจนะอย่างสัตย์ซื่อ

• 1ทิโมธี 5:17 “จงถือว่าผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติสองเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่เทศนาและสั่งสอน”

• 2ทิโมธี 2:15 “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง”

• 2ทิโมธี 4:2 “ให้ ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน”

 

• ผู้เชื่อทุกคนถูกเรียกมาให้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าในทุกที่ที่เขาไป

• กิจการ 8:4 “ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไป ก็เที่ยวประกาศพระวจนะนั้น”

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งหมดจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2009 เวลา 09:39 น.