Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_ความเชื่อคริสเตียนกับวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 3

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 13 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday38
mod_vvisit_counterYesterday161
mod_vvisit_counterThis week357
mod_vvisit_counterLast week1175
mod_vvisit_counterThis month846
mod_vvisit_counterLast month4571
mod_vvisit_counterAll days102483
สมาชิก : 379
Content : 160
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 128067

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

the boy with a dumb demon having a fit - by willi.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_ความเชื่อคริสเตียนกับวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 3 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2009 เวลา 17:16 น.

บทเรียนพระคัมภีร์

เรื่อง ความเชื่อคริสเตียนกับวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 3 "คำสอนของคริสเตียนที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญทางวิทยาศาสตร์"

โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com 

คำสอนของคริสเตียนที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญทางวิทยาศาสตร์

   ใน ศตวรรษที่ 16 ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเจริญขึ้นในแถบประเทศที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เนื่องจากคำสอนพื้นฐานในความเชื่อคริสเตียนที่สอดคล้อง เช่น

1. มีพระเจ้าผู้สร้าง

   ปฐมกาล 1:1 "ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน"
   หากพระเจ้าผู้สร้างโลกมีจริง ทุกอย่างในโลกนี้จะไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มีระบบระเบียบ มีกฎเกณฑ์ มีแบบแผน ดังนั้นเราน่าจะสามารถค้นหากฎเกณฑ์และระบบที่พระเจ้าสร้างเราได้ ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เราสามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ และเรียกเป็นกฎ เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เช่น เราแน่ใจว่าน้ำจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสเสมอ เรารู้ว่ากฎแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นจริงเสมอ เรารู้ว่าน้ำมีวัฏจักรของมันหากฝนไม่ตกแล้วเราทำบางอย่างตามกฎฝนก็จะตก ไม่ใช่ไปแห่นางแมว เป็นต้น
   ดังนั้น ความเชื่อเช่นนี้จึงเอื้ออำนวยในการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกทัศน์ที่เชื่อว่าโลกไม่มีพระเจ้าสร้าง ทำให้คิดว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องบังเอิญ วิทยาศาสตร์จึงพัฒนาได้ยาก

2. พระเจ้าสั่งให้มนุษย์ครอบครองดูแลโลก

   ปฐมกาล 1:26 " แล้วพระเจ้าตรัสว่า 'ให้เราสร้างมนุษย์ตามพระฉายตามอย่างเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน"
   พระเจ้าสั่งให้มนุษย์ปกครองดูแลโลกและสรรพสิ่ง โลกทัศน์นี้จึงทำให้เกิดการพยายามดูแลรักษาและใช้สิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างมาในทางที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่ตนเองและคนในโลก การจะใช้อย่างดีที่สุดต้องเข้าใจสิ่งนั้นให้ดีเสียก่อน ดังนั้นความรู้สึกอยากศึกษาเกี่ยวกับโลกและสรรพสิ่งก็จะเกิดขึ้นกับคนในโลกทัศน์นี้ วิทยาศาสตร์จึงเจริญภายใต้โลกทัศน์คริสเตียน

3. ความบาปที่เข้ามาในโลก

   โรม 5:12 " เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับบาปที่ได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมาจากบาปนั้นและความตายได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป"
   เนื่องจากความบาปที่เข้ามาในโลก ได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามลงในทุกๆ ส่วน รวมไปถึงการใช้เหตุผลด้วย เราจึงมีแนวโน้มที่จะใช้เหตุผลในทางที่บิดเบือนความจริงได้ง่ายๆ คนที่อยู่ภายใต้โลกทัศน์คริสเตียนจะถูกสอนให้เปิดใจยอมรับมาตรฐานผ่านทางพระคริสธรรมคัมภีร์ในการควบคุมไม่ให้คนบาปใช้เหตุผลที่ผิดๆ โดยไม่รู้ตัว ท่าทีที่ยอมรับการทดสอบความจริงเช่นนี้ทำให้คริสเตียนรับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ง่าย และเห็นความจำเป็นในการทดลองทฤษฎีที่สร้างขึ้น ซึ่งการทดลองเป็นส่วนสำคัญของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ วิทยาศาสตร์ก็พบมิตรในกลุ่มคริสเตียนอย่างง่ายดาย

   คราวหน้าจะมาดูกันต่อในตอนที่ 4 "ความสับสนในโลกปัจจุบัน"

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 09 กันยายน 2009 เวลา 19:12 น.