| บทเรียนพระคัมภีร์_การอธิษฐานที่มีประสิทธิผล |
|
|
|
| เขียนโดย Webmaster |
| วันศุกร์ที่ 04 กันยายน 2009 เวลา 19:47 น. |
|
บทเรียนพระคัมภีร์ เรื่อง การอธิษฐานที่มีประสิทธิผล โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com - การอธิษฐาน เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของผู้เชื่อกับพระเจ้าซึ่งมีหลายแง่มุม ซึ่งได้แก่ ร้องทูลต่อพระเจ้า(สดด.17:6) ร้องออกพระนามพระเจ้า(ปฐก.4:26) ร้องเสียงดังต่อพระเจ้า(สดด.3:4) ยกจิตวิญญาณขึ้นหาพระเจ้า(สดด.25:1) แสวงหาพระเจ้า (อสย.55:6) ไปถึงพระที่นั่งกรุณาด้วยใจกล้า(ฮบ.4:16) และเข้าไปใกล้พระเจ้า(ฮบ.10:22) 1. เหตุผลที่ต้องอธิษฐาน- พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมคนของพระเจ้าต้องอธิษฐาน ดังนี้1.1 ประการแรกสุดและสำคัญที่สุด คือผู้เชื่อได้รับคำสั่งจากพระเจ้าให้อธิษฐาน- คำสั่งให้อธิษฐานมาจากริมฝีปากของผู้เขียนสดุดี (1พศด.16:11, สดด.105:4) ผู้เผยพระวจนะ(อสย.55:6, อมส.5:4,6) อัครทูต(อฟ.6:17-18, คส.4:2, 1ธส.5:17) และจากพระเยซูคริสต์(มธ.26:41, ลก.18:1, ยน.16:24)- พระเจ้าปรารถนาที่จะมีความเป็นเพื่อนกับเรา โดยการอธิษฐานเราจะรักษาความสัมพันธ์กับพระองค์ไว้ได้ 1.2 การอธิษฐานเป็นตัวเชื่อมโยงที่สำคัญในการรับการอวยพรและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และการเติมเต็มของพระสัญญาของพระองค์- มีข้อความในพระคัมภีร์จำนวนมากที่แสดงถึงหลักการนี้- ตัวอย่างเช่น พระเยซูได้ทรงสัญญาว่าสาวกของพระองค์จะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หากพวกเขายืนหยัดในการขอ หาและเคาะที่ประตูของพระบิดาในสวรรค์ (ลก.11:5-13) - ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ สาวกของพระองค์จึงอยู่ร่วมกันในการอธิษฐานอย่างต่อเนื่องในห้องชั้นบน (กจ.1:14) จนกระทั่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เทฤทธิ์อำนาจของพระองค์ลงมาเหนือพวกเขาในวันเพนเทคศเต(กจ.1:8, กจ.2:1-4) - เมื่อเหล่าอัครทูตมาอยู่รวมกันหลังจากถูกจับกุมและถูกปล่อยตัวโดยผู้มีสิทธิอำนาจของยิว พวกเขาได้อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานความกล้าหาญและอำนาจในการโน้มน้าวเมื่อพวกเขากล่าวพระวจนะของพระเจ้า - กจ.4:31 "เมื่อเขาอธิษฐานแล้ว ที่ซึ่งเขาประชุมอยู่นั้นได้หวั่นไหว และคนเหล่านั้นประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ" - อัครทูตเปาโลมักขอให้มีการอธิษฐานเผื่อท่าน เพราะท่านตระหนักว่างานของท่านจะไม่อาจสำเร็จได้หากพี่น้องคริสเตียนไม่ได้อธิษฐานเผื่อ(รม.15:30-32, 2คร.1:1, อฟ.6:18-20, ฟป.1:19, คส.4:3-4) - ยากอบกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การรักษาในฝ่ายกายภาพสามารถเกิดกับผู้เชื่อได้ โดย "การอธิษฐานด้วยความเชื่อ" (ยก.5:14-15) 1.3 ในแผนงานแห่งความรอดของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงกำหนดให้ผู้เชื่อทำงานร่วมกับพระองค์ในกระบวนการแห่งการไถ่- ในบางด้านพระเจ้าได้จำกัดพระองค์ต่อคำอธิษฐานที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยความเชื่อและพากเพียรของผู้เชิ่อ มีหลายสิ่งที่จะไม่สำเร็จในอาณาจักรของพระเจ้าโดยปราศจากการอธิษฐานวิงวอนของบรรดาผู้เชื่อ- ตัวอย่างเช่น พระเจ้าปรารถนาที่จะส่งคนงานเข้ามาเก็บเกี่ยวในทุ่งแห่งข่าวประเสริฐ พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างเต็มขนาดตามพระประสงค์ของพระเจ้าก็ต่อเมื่อคนของพระองค์อธิษฐาน - มธ.9:38 "เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์" - พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่จะสำเร็จในพระประสงค์ต่างๆ ของพระองค์จะถูกปลดปล่อยผ่านคำอธิษฐานอย่างจริงจังของประชากรของพระองค์เพื่ออาณาจักรของพระองค์เท่านั้น - หากเราล้มเหลวในการอธิษฐาน เราก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของพระประสงค์ของพระเจ้าในแผนงานแห่งการไถ่ของพระองค์ ทั้งในส่วนบุคคลและในคริสตจักรในฐานะพระกาย 2. สิ่งที่จำเป็นต่อการอธิษฐานที่มีประสิทธิผล- มีเงื่อนไขหลายประการที่เราต้องทำให้สำเร็จ เพื่อให้คำอธิษฐานของเรามีประสิทธิผล ดังนี้:-2.1 คำอธิษฐานของเราจะไม่ได้รับคำตอบเว้นเสียแต่ว่าเรามีความเชื่อที่จริงใจและความเชื่อแท้- พระเยซูกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น" (มก. 11:24)- พระองค์ยังได้ตรัสกับบิดาที่บุตรชายถูกผีสิงว่า "พระเยซูจึงตรัสแก่บิดานั้นว่า ""ถ้าช่วยได้" น่ะหรือ ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง" (มก. 9:23) - ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกระตุ้นเราให้ "เข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่" (ฮบ.10:22) - และยากอบได้หนุนใจเราว่า เมื่อเราอธิษฐาน ให้ "เชื่อและอย่าสงสัย" (ยก.1:6, ยก.5:15) 2.2 คำอธิษฐานต้องอธิษฐานในนามพระเยซู- พระเยซูเป็นผู้ให้หลักการนี้ โดยตรัสว่า "สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเราเราจะกระทำสิ่งนั้น" (ยน.14:13-14)- คำอธิษฐานของเรานั้นไม่เพียงแต่อธิษฐานในนามพระเยซู แต่ต้องเป็นคำอธิษฐานที่สอดคล้องกับความเป็นบุคคล พระลักษณะและน้ำพระทัยขององค์ด้วย 2.3 คำอธิษฐานจะมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อคำอธิษฐานนั้นสอดคล้องกับน้ำพระทัยสมบูรณ์ของพระเจ้า- 1ยน.5:14 "และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา"- ในพระดำรัสสอนเรื่องการอธิษฐานตอนหนึ่งของพระเยซู พระองค์ยืนยันว่า "ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก" (มธ.6:10) - ในหลายๆ กรณีเรารู้น้ำพระทัยของพระเจ้าเพราะพระองค์ได้ทรงสำแดงแก่เราในพระคัมภีร์ เราสามารถมั่นใจได้ว่าคำอธิษฐานใดๆ ที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์อย่างแท้จริง เป็นคำอธิษฐานที่จะเกิดประสิทธิผล - เอลียาห์แน่ใจว่าพระเจ้าแห่งอิสราเอลจะตอบคำอธิษฐานของท่านด้วยไฟและหลังจากนั้นด้วยฝนเพราะคำเผยพระวจนะของพระเจ้าได้มายังท่าน (1พกษ.18:1) และท่านมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าไม่มีพระต่างชาติใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าหรือยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับพระเจ้าของอิสราเอล (1พกษ.18:21-24) - ในเวลาอื่นๆ น้ำพระทัยของพระเจ้าจะชัดเจนก็ต่อเมื่อเราได้แสวงหาพระเจ้าอย่างจริงจังเพื่อตัดสินใจว่ามันคืออะไร และเมื่อเราได้รับคำตอบว่าสิ่งใดคือน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เราสามารถอธิษฐานด้วยความมั่นใจและด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา (1ยน.5:14) 2.4 ไม่เพียงแต่การที่เราต้องอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์ด้วย หากเราคาดหวังที่จะให้พระองค์ได้ยินและทรงตอบเรา- พระเจ้าจะทรงให้ในสิ่งที่เราทูลขอก็ต่อเมื่อเราแสวงหาแผ่นดินและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน (มธ.6:33)- อัครทูตยอห์นกล่าวอย่างชัดเจนว่า "และเราขอสิ่งใดๆ เราก็ได้สิ่งนั้นๆ จากพระองค์ เพราะเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และปฏิบัติตามชอบพระทัยพระองค์" (1ยน.3:22) - การเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า การรักพระองค์ และดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์คือเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้สำหรับการรับการตอบคำอธิษฐานจากพระเจ้า - เมื่อยากอบเขียนว่า คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล ท่านหมายถึงทั้งความชอบธรรมที่เราได้รับโดยความเชื่อ และการประพฤติที่สอดคล้องกับสถานะแห่งความชอบธรรมที่เราได้รับจากพระเจ้า สำแดงออกเป็นชีวิตที่ชอบธรรม ยำเกรงพระเจ้า และดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง ดังเช่นตัวอย่างของผู้เผยพระวจนะเอลียาห์(ยก.5:16-18, สดด.34:13-14) - หลักการนี้ได้ถูกเน้นในพระคัมภีร์เดิมด้วยเช่นเดียวกัน พระเจ้าอธิบายอย่างชัดเจนว่าคำอธิษฐานของโมเสสเพื่ออิสราเอลนั้นได้รับคำตอบ เพราะความสัมพันธ์แห่งการเชื่อฟังที่ท่านมีกับพระเจ้าและความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อพระองค์ (อพย.33:17) - ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวว่าหากเราบ่มเพาะความบาปไว้ในชีวิต พระเจ้าจะไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของเรา (สดด.66:18, ยก.4:3) ทัศนคติแบบนี้คือเหตุผลหลักที่พระเจ้าจะไม่ฟังคำอธิษฐานของคนอิสราเอลที่นับถือรูปเคารพและประพฤติชั่วร้าย (อสย.1:15) - แต่หากคนของพระเจ้ากลับใจและหันเสียจากความชั่วร้าย พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะฟังเขาอีกครั้ง ยกโทษความบาปให้เขาและรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย (2พศด.7:14, 2พศด.6:36-39, ลก.18:14) - ให้เราจำไว้ว่า คำอธิษฐานของมหาปุโรหิตเพื่อขอการยกโทษบาปให้กับชนชาติอิสราเอลในวันลบมลทินบาป(the Day of Atonement) จะไม่ไปถึงพระเจ้าจนกว่าความบาปของตัวเขาเองจะได้รับการชำระเสียก่อน (อพย.16:30) 2.5 เราต้องอธิษฐานอย่างไม่ลดละ เพื่อให้คำอธิษฐานมีประสิทธิผล- นี่คือประเด็นหลักของคำอุปมาเรื่องหญิงม่ายและผู้พิพากษา(ลก.18:1-7) คำสั่งของพระเยซูว่าให้ "ขอ..เคาะ..หา"(มธ.7:7-8) สอนเรื่องการอธิษฐานอย่างพากเพียร- อัครทูตเปาโลก็กระตุ้นเราให้อุทิศตนในการอธิษฐาน(คส.4:2, 1ธส.5:17) - ในทำนองเดียวกัน ผู้ชอบธรรมในพระคัมภีร์เดิมได้รับรองหลักการนี้ ตัวอย่างเช่น ตราบเท่าที่โมเสสยืนหยัดในการอธิษฐานด้วยการยกมือขึ้นตรงต่อพระเจ้า อิสราเอลก็จะประสบชัยชนะในการรบกับคนอามาเลข(อพย.17:11) - หรือ หลังจากที่เอลียาห์ได้รับถ้อยคำพยากรณ์ว่าฝนกำลังจะตก ท่านได้ยืนหยัดในการอธิษฐานจนกระทั่งฝนได้ตกลงมา(1พกษ.18:41-45) และก่อนหน้านี้ ผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้อธิษฐานอย่างไม่ลดละและอย่างจริงจังในการขอให้พระเจ้าคืนชีวิตกลับมายังศพของบุตรชายหญิงม่ายชาวศาเรฟัทจนกระทั่งพระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน(1พกษ.17:17-23) 3. องค์ประกอบและวิธีการทำให้คำอธิษฐานมีประสิทธิผลตามหลักการพระคัมภีร์3.1 คำอธิษฐานที่มีประสิทธิผล มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?ก. เราต้องสรรเสริญและยกย่องพระเจ้าอย่างแท้จริง (สดด.150, กจ.2:47, รม.15:11)ข. มีความสัมพันธ์ทีใกล้ชิดและขอบพระคุณพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ (สดด.100:4, มธ.11:25-26, ฟป.4:6) ค. สารภาพความบาปที่รู้ตัวด้วยความจริงใจ และอธิษฐานด้วยความเชื่อ (ยก.5:15-16, สดด.51, ลก.18:13, 1ยน.1:9) ง. พระเจ้าได้สอนให้เราอธิษฐานตามความจำเป็น(need -ไม่ใช่ want; need ขาดไม่ได้, want ขาดได้) ของเราด้วย ดังเช่นที่ยากอบได้เขียนไว้ว่า เราไม่มีเพราะเราไม่ได้ขอ หรือขอแต่ขอด้วยแรงจูงใจที่ผิดจึงไม่ได้รับ (ยก.4:2-3, สดด.27:7-12, มธ.7:7-11, ฟป.4:6) จ. เราต้องอธิษฐานเพื่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอด้วย (กดว.14:13-19, สดด.122:6-9, ลก.22:31-32, ลก.23:34) 3.2 เราควรอธิษฐานอย่างไร?- พระเยซูเน้นเรื่องความจริงใจ มิฉะนั้นจะเป็นแค่คำไร้สาระ(มธ.6:7)- เราสามารถอธิษฐานอย่างเงียบๆ(1ซมอ.1:13) หรืออธิษฐานด้วยเสียงดังก็ได้(นหม.9:4, อสค.11:13) - เราสามารถอธิษฐานด้วยคำของเราเองหรือใช้คำในพระคัมภีร์ก็ได้ เราสามารถอธิษฐานด้วยความคิดหรืออธิษฐานด้วยพระวิญญาณก็ได้(นั่นคือ ภาษาแปลกๆ, 1คร.14:14-18) - เราสามารถอธิษฐานด้วยการคร่ำครวญ นั่นคือไม่ได้ใช้ถ้อยคำของมนุษย์(อาจจะมีบางครั้งที่ความรู้สึกบางอย่างมันอัดแน่นในใจ จนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เช่นเจ็บปวดใจจนพูดไม่ออกจนเราร้องได้แค่คำว่า "อื้อ..โอ๊..." หรืออะไรทำนองนั้น, รม.8:26) ให้รู้ไว้เถิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำคำร้องทูลที่ไม่อาจได้ยินเหล่านั้นไปถึงพระเจ้า - ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกในการอธิษฐาน คือการร้องเพลงถวายพระเจ้า(สดด.92:1-2, อฟ.5:19-20, คส.3:16) - การอธิษฐานอย่างจริงจังต่อพระเจ้าอาจจะทำควบคู่ไปกับการอดอาหารก็ได้(อสร.8:21, นหม.1:4, ดนล.9:3-4, ลก.2:37, กจ.14:23) 3.3 เราควรอธิษฐานท่าไหนถึงจะเหมาะสม?- พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงการอธิษฐานในขณะที่ยืน(1พกษ.8:22, นหม.9:4-5) นั่ง(1พศด.17:16, ลก.10:3) คุกเข่า(อสร.9:5, ดนล.6:10, กจ.20:36) นอนอยู่บนเตียง(สดด.63:6) กราบลงที่พื้น(อพย.34:8, สดด.95:6) นอนลงที่พื้น(2ซมอ.12:16, มธ.26:39) และยกมือขึ้นต่อสวรรค์(สดด.28:2, อสย.1:15, 1ทธ.2:8-ข้อนี้ให้ดูที่ภ.อังกฤษครับ)4. ตัวอย่างของคำอธิษฐานที่มีประสิทธิผล- พระคัมภีร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของคำอธิษฐานที่มีพลังและมีประสิทธิผล4.1 โมเสส มีคำอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้ามากมายที่พระองค์ทรงตอบ แม้แต่ตอนที่พระองค์ทรงบอกกับท่านว่าพระองค์จะทำลายอิสราเอล แต่เมื่อท่านได้วิงวอน พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย 4.2 แซมสันในตอนที่กลับใจได้อธิษฐานขอโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะทำงานของเขาในการทำลายคนฟิลิสเตียให้สำเร็จ พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานโดยการคืนพละกำลังให้กับเขาจนสามารถพังเสาของตึกที่คนฟิลิสเตียมาอยู่รวมกันเพื่อเฉลิมฉลองพระของพวกเขา(วนฉ.16:21-30) 4.3 ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์มีคำอธิษฐานที่ทรงพลังอย่างน้อย 4 ประการที่พระเจ้าทรงตอบ ซึ่งทั้งหมดได้นำพระเกียรติมายังพระเจ้าของอิสราเอล(1พกษ.17-18, ยก.5:17-18) 4.4 กษัตริย์เฮเซคียาห์ได้ล้มป่วยลงและได้รับการบอกกล่าวจากอิสยาห์ว่าท่านต้องตาย(2พกษ.20:1, อสย.38:1) แต่พระองค์รู้สึกว่าชีวิตและงานของพระองค์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พระองค์จึงได้หันหน้าเข้าหากำแพงและอธิษฐานอย่างเต็มที่กับพระเจ้าโดยขอเวลาจากพระองค์เพิ่มขึ้น พระเจ้าส่งอิสยาห์กลับมาหาเฮเซคียาห์ให้บอกกับพระองค์ว่าพระเจ้าได้รักษาพระองค์แล้วและยืดชีวิตให้ 15 ปี(2พกษ.20:2-6, อสย.38:2-6) 4.5 ดาเนียลอธิษฐานกับพระเจ้าโดยไม่มีความสงสัยในถ้ำสิงห์ ขอพระองค์ทรงช่วยท่านจากปากของมัน และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน(ดนล.6:10,16-22) 4.6 คริสเตียนสมัยแรกอธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อให้เปโตรได้รับการปลดปล่อยจากคุก และพระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์ไปปล่อยท่านให้เป็นอิสระ (กจ.12:3-11) - ตัวอย่างเหล่านี้ควรกระตุ้นให้เราด้วยความปรารถนาที่บริสุทธิ์และความเชื่อให้อธิษฐานอย่างมีประสิทธิผลตามหลักการพระคัมภีร์ - ตัวอย่างที่ 4.7 ...โปรดเติมชื่อของคุณ!!! ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.) |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 09 กันยายน 2009 เวลา 18:59 น. |














