Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_สิทธิอำนาจตามแบบพระคัมภีร์ 1/3

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday45
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week556
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3401
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28397
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40178

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jeroboam leads israel into sin by cf vos.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_สิทธิอำนาจตามแบบพระคัมภีร์ 1/3 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันจันทร์ที่ 03 สิงหาคม 2009 เวลา 09:41 น.

บทเรียนพระคัมภีร์ 

เรื่อง สิทธิอำนาจตามแบบพะคัมภีร์

ตอนที่ 1/3 "นิยามของสิทธิอำนาจตามแบบพระคัมภีร์"

คำนำ

 

“สิทธิอำนาจ” เป็นคำที่แสดงถึง อำนาจหรือสิทธิในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยปราศจากการขัดขวาง ซึ่งตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้า กฎหมายบ้านเมือง หรือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม และเป็นที่รู้กันดีว่าสิทธิอำนาจที่สูงที่สุดนั้นเป็นของพระเจ้า ส่วนสิทธิอำนาจที่มนุษย์มีนั้นเป็นสิทธิอำนาจที่ได้รับมา  

* โรม 13:1 “ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจปกครอง เพราะว่าไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้น พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น”

เนื้อหาบทเรียน

1.    นิยามของสิทธิอำนาจ    

*   ไม่มีคำในภาษาฮีบรูที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคำว่า “สิทธิอำนาจ” แต่มีคำสองคำในภาษาฮีบรูคือคำว่า rabah (ราบาว) (สุภาษิต 29:2 “สุภาษิต 29:2 เมื่อคนชอบธรรมทวีอำนาจ ประชาชนก็เปรมปรีดิ์แต่เมื่อคนชั่วร้ายครอบครองประชาชนก็คร่ำครวญ”) และ toqeph (โทเขฟ) (เอสเธอร์ 9:29 แล้วพระราชินีเอสเธอร์ธิดาของอาบีฮาอิล กับโมรเดคัยคนยิว ก็เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรรับรองจดหมายฉบับที่สองนี้เรื่องเทศกาลปูริม) ถูกนำมาแปลเป็นคำนี้(Authority – สิทธิอำนาจ)ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษบางฉบับ

 

*   ส่วนในภาษากรีกนั้น คำว่า exousia (เอ็กเซาเซีย) นั้นถูกใช้ในพระคัมภีร์ใหม่เป็นรากฐานของคำว่า “สิทธิอำนาจ” นอกจากนั้นยังมีอีกหลายคำที่ใช้ควบคู่กัน ได้แก่ dunamis (ดูนามิส - "อำนาจ"), epitage (เอพิเทจ - "สั่ง/คำสั่ง"), dunastes (ดูนาเทส – กิจการ 8:27 ฝ่ายฟีลิปก็ลุกขึ้นไป และดูเถิดมีชาวเอธิโอเปียคนหนึ่งเป็นขันที เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสีพระราชินีของชาวเอธิโอเปีย และเป็นนายคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระราชินีนั้น ได้มานมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม), และ authenteo (ออเทนเทโอ – 1ทิโมธี 2:12 ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสั่งสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้ชาย แต่ให้เขานิ่งๆ อยู่)

 

*    เมื่อเราดูความหมายจากรากศัพท์ทั้งภาษาฮีบรูและภาษากรีก ก็พอจะสรุปความหมายของคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้ว่า เป็นอำนาจหรือสิทธิในการทำบางสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้คำสั่งและมีผลให้เกิดการปฏิบัติตาม คำว่า สิทธิอำนาจ ในพระคัมภีร์มักจะหมายถึง สิทธิของบุคคลในการทำสิ่งที่ควรทำเพราะตำแหน่งและหน้าที่ที่เขาเป็น และคำๆ นี้จะให้ความสำคัญของความถูกต้องและความชอบธรรมในการทำสิ่งที่ควรทำ มากกว่าหมายถึงกำลังในฝ่ายกายภาพ  

 

2.    ประเภทของสิทธิอำนาจ   

*    สิทธิอำนาจแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ สิทธิอำนาจที่มีในตัวเอง(Intrinsic Authority) กับสิทธิอำนาจที่ได้รับมา(Derived Authoruty) และเนื่องจาก “ไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า” (โรม 13:1) สิทธิอำนาจทุกประเภทนอกเหนือจากสิทธิอำนาจของพระเจ้าจึงเป็นสิทธิอำนาจที่รองลงมาและจัดอยู่ในประเภทสิทธิอำนาจที่ได้รับมา  

 

2.1  สิทธิอำนาจที่มีในตัวเอง

*  เป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า ซึ่งสมบูรณ์ในตัวเองและไม่มีความจำกัด

*  สดุดี 29:10 พระเจ้าประทับเหนือน้ำท่วม พระเจ้าประทับเป็นพระราชาเป็นนิตย์

*  2ซามูเอล 7:22 "แต่พระเจ้า ฉะนั้นพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีใดๆ เหมือนพระองค์ ไม่มีพระเจ้านอกเหนือพระองค์ ตามที่หูของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยินมา"

*  พระเจ้าทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติ (โยบ 38) เหนือรัฐบาลและการปกครองของมนุษย์ (ดาเนียล 4:17, 34-35) และเหนือประวัติศาสตร์ (กิจการ 1:7, 17:24-31) และพระองค์ยังทรงมีอำนาจในการส่งมนุษย์ที่ชั่วร้ายไปยังนรก (ลูกา 12:5 แต่เราจะเตือนให้ท่านรู้ก่อนว่าควรจะกลัวผู้ใด จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฆ่าตน แล้วก็ยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะทิ้งลงในนรกได้ แท้จริง เราบอกท่านว่าจงกลัวพระองค์นั้นแหละ) 

 

2.2  สิทธิอำนาจที่ได้รับมา

*  นอกเหนือจากสิทธิอำนาจที่มีอยู่ในตัวเองของพระเจ้า พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึงอำนาจอีกประเภทหนึ่งคือ สิทธิอำนาจที่ได้รับมา ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นหลายชนิด ที่สำคัญๆ ได้แก่ สิทธิอำนาจของรัฐบาล (โรม 13:1-7) ของบิดามารดา (เอเฟซัส 6:1-4) ของนายจ้าง (เอเฟซัส 6:5-9) ของผู้นำคริสตจักร (ฮีบรู 13:7, 17) ของทูตสวรรค์ (ลูกา 1:19-20) ของซาตาน (ลูกา 4:6) และวิญญาณชั่วนอกเหนือจากซาตาน (เอเฟซัส 6:11-12) ซึ่งมีข้อแตกต่างมากมายระหว่างสิทธิอำนาจเหล่านี้ บางสิทธิอำนาจก็ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าในบางเวลาเท่านั้น

 

*  มีสิทธิอำนาจที่ได้รับมาชนิดหนึ่งที่สูงกว่าสิทธิอำนาจที่ได้รับมาอื่นๆ ทั้งหมด นั่นคือพระคริสตธรรมคัมภีร์ เพราะว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า (2ทิโมธี 3:16, 2เปโตร 1:20-21) จึงมีทั้งอำนาจและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพระเจ้าก็ไม่ได้ประทานพระคัมภีร์มาให้เราอ่านเท่านั้น แต่เพื่อให้เราเชื่อและเชื่อฟัง

 

*  2เปโตร 1:20-21 20ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน คือผู้หนึ่งผู้ใด จะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ 21เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา

 

* เราอาจจะไม่สามารถระบุขอบเขตและระดับของสิทธิอำนาจที่ได้รับมาชนิดต่างๆ ได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักก็คือว่า ทุกสิทธิอำนาจที่ได้รับมาต้องไม่ขัดกับสิทธิอำนาจที่พระเจ้าให้มาทางพระคัมภีร์ คริสเตียนจึงให้สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์สูงสุด สูงกว่าสิทธิอำนาจของคริสตจักร สูงกว่าสิทธิอำนาจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หรือสิทธิอำนาจใดๆ

 

*  แต่อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ก็สอนคริสเตียนทุกคนให้เชื่อฟังและอยู่ใต้การปกครองของทุกสิทธิอำนาจ ตราบเท่าที่สิทธิอำนาจนั้นไม่ขัดกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า  

 

 

ขอให้พระเกียรติทั้งหมดจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 30 กันยายน 2009 เวลา 10:38 น.