Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_คริสเตียนกับรูปเคารพ ตอนที่3/3: กรณีศึกษา: การรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพ

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday44
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week555
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3400
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28396
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40116

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

the body of jesus carried to the stone of anointi.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_คริสเตียนกับรูปเคารพ ตอนที่3/3: กรณีศึกษา: การรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 13:25 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง คริสเตียนกับรูปเคารพ
ตอนที่ 3/3 กรณีศึกษา: การรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพและการประยุกต์ใช้

โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com

คำนำ
• อ่าน 1โครินธ์ 8:1-13 1เรื่องของที่เขาบูชาแก่รูปเคารพนั้น เราทั้งหลายทราบแล้วว่า "เราทุกคนต่างก็มีความรู้" ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น 2ถ้าผู้ใดถือว่าตัวรู้สิ่งใดแล้ว ผู้นั้นยังไม่รู้ตามที่ตนควรจะรู้ 3แต่ถ้าผู้ใดรักพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงรู้จักผู้นั้น 4เรื่องการกินอาหารที่เขาบูชาแก่รูปเคารพนั้น เรารู้อยู่แล้วว่า "รูปนั้นไร้สาระ" และ "มีพระเจ้าแท้แต่องค์เดียว" 5ถึงแม้จะมีพระมากในสวรรค์และในแผ่นดินโลกที่เขาเรียกว่าพระเจ้า (มีพระมากและเจ้ามากก็จริง) 6แต่ว่าสำหรับพวกเรานั้นมีพระเจ้าองค์เดียว คือ พระบิดา และสิ่งสารพัดทั้งปวงบังเกิดขึ้นจากพระองค์ และเราเป็นมาเพื่อพระองค์ และเรามีพระเยซูคริสตเจ้าองค์เดียว และสิ่งสารพัดก็เกิดขึ้นโดยพระองค์ และเราก็เป็นมาโดยพระองค์ 7มิใช่ว่า ทุกคนมีความรู้อย่างนี้เพราะมีบางคนที่เคยนับถือรูปเคารพมาก่อน เมื่อได้กินอาหารนั้นก็ถือว่าเป็นของบูชาแก่รูปเคารพจริงๆ และจิตสำนึกผิดชอบของเขายังอ่อนอยู่ จึงเป็นมลทิน 8อาหารไม่เป็นเครื่องที่ทำให้พระเจ้าทรงโปรดปรานเรา ถ้าเราไม่กิน เราก็ไม่ขาดอะไร ถ้าเรากิน เราก็ไม่ได้อะไรเป็นพิเศษ 9แต่จงระวังอย่าให้เสรีภาพของท่านนั้น ทำให้คนที่มีความเชื่อน้อยหลงผิดไป 10เพราะว่าถ้าผู้ใดเห็นท่านที่มีความรู้ นั่งรับประทานอาหารในโบสถ์ของรูปเคารพ จิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนของคนนั้นจะไม่เหิมขึ้น ทำให้เขาบังอาจกินของที่ได้บูชาแก่รูปเคารพนั้นหรือ 11ความรู้ของท่านจะทำให้พี่น้องที่มีความเชื่ออ่อน ซึ่งพระคริสต์ได้ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อเขาต้องพินาศไป 12ฉะนั้นเมื่อท่านทำผิดต่อพวกพี่น้อง และทำร้ายจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนของเขา ท่านก็ได้ทำผิดต่อพระคริสต์ด้วย 13เหตุฉะนั้นถ้าอาหารเป็นเหตุที่ทำให้พี่น้องของข้าพเจ้าหลงผิดไป ข้าพเจ้าจะไม่กินเนื้อสัตว์อีกต่อไป เพราะเกรงว่าข้าพเจ้าจะทำให้พี่น้องต้องหลงผิดไป”

 

• เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์: เมืองโครินธ์เป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งของประเทศกรีซ เป็นเมืองใหญ่มีความเจริญในหลายทางในช่วงชีวิตของเปาโล คนในเมืองนี้มีความหยิ่งในความรู้ มีความมั่งคั่งทางวัตถุ และความชั่วร้ายทางศีลธรรม สามารถกล่าวได้ว่าความบาปทุกชนิดสามารถเฟื่องฟูในเมืองที่เต็มไปด้วยราคะเมืองนี้ได้

 

• ในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถวายให้แก่รูปเคารพนั้น สามารถอธิบายภูมิหลังเพิ่มเติมได้อย่างน้อย 2 ประการคือ:-
• 1) เป็นเรื่องปกติของชาวโครินธ์ที่จะรับประทานอาหารในวิหารของรูปเคารพ หรือในที่อื่นที่มีความเกี่ยวพันกับรูปเคารพ กิจกรรมที่ทำเมื่อคนมารวมกันในสังคมมักจะเกี่ยวข้องกับการถวายเครื่องบูชาแก่รูปเคารพ (หากคริสเตียนในเมืองนี้อยากมีส่วนในสังคมก็หลีกเลี่ยงเรื่องการเกี่ยวข้องกับรูปเคารพได้อย่างยากลำบาก)
• 2) เนื้อส่วนมากที่ขายในตลาดมักจะถูกถวายเพื่อบูชารูปเคารพมาก่อนแล้ว โดยส่วนหนึ่งของสัตว์ที่นำไปถวายจะให้แก่แท่นบูชาพระที่พวกเขาเชื่อ ส่วนหนึ่งให้กับนักบวช อีกส่วนหนึ่งให้กับผู้ที่เข้าร่วมพิธี ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วนักบวชจะนำเนื้อที่ไม่ได้ใช้ไปขายต่อ จึงเป็นการยากที่จะแยกแยะว่าเนื้อที่นำมาขายนั้นผ่านการถวายแก่รูปเคารพมาหรือยัง

 

• ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ประการท่ามกลางผู้เชื่อในเมืองโครินธ์คือ เรื่องการเป็นส่วนหนึ่งหรือการเข้าร่วมงานเลี้ยงของรูปเคารพ กับการรับประทานเนื้อที่ขายในตลาดที่ถูกใช้เป็นเครื่องบูชามาก่อน

 

1. คำสอนของเปาโล จาก  1โครินธ์  บทที่ 8

• ในบทที่ 8 นี้และต่อเนื่องไปถึงบทที่ 10 เปาโลได้กล่าวถึงคำถามของชาวโครินธ์เกี่ยวกับเนื้อที่ถวายให้แก่รูปเคารพว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ในการซื้อมาและรับประทาน และรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในเทศกาลในวิหารของรูปเคารพ
• ข้อ 10 “เพราะว่าถ้าผู้ใดเห็นท่านที่มีความรู้ นั่งรับประทานอาหารในโบสถ์ของรูปเคารพ จิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนของคนนั้นจะไม่เหิมขึ้น ทำให้เขาบังอาจกินของที่ได้บูชาแก่รูปเคารพนั้นหรือ”

 

• ในการแก้ไขประเด็นปัญหานี้ เปาโลได้แสดงถึงหลักการที่สำคัญซึ่งคริสเตียนทุกยุคทุกสมัยจะต้องนำไปปฏิบัติ หลักการนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุก “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” (หมายถึงพฤติกรรมที่อาจจะไม่ผิดในตัวมันเอง ในกรณีนี้ก็คือการรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วสามารถทานได้เพราะในข้อ 4 เปาโลกล่าวว่ารูปเคารพนั้นไม่มีอะไรในแง่ของอาหาร ดังนั้นอาหารแม้ถวายให้รูปเคารพแล้วยังสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีความรู้อย่างนี้ โดยเฉพาะผู้เชื่อใหม่) ที่อาจจะเป็นเหตุให้ผู้เชื่อหลายคนถูกทดลองให้กระทำบาปและนำพวกเขาไปสู่ความพินาศ

 

• ข้อ 11 “ความรู้ของท่านจะทำให้พี่น้องที่มีความเชื่ออ่อน ซึ่งพระคริสต์ได้ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อเขาต้องพินาศไป”
• พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ดลใจให้เปาโลเขียนชี้แนะให้ผู้เชื่อทุกคนแสดงออกทุกสิ่งด้วยความรักที่มีต่อผู้เชื่อคนอื่น  ซึ่งในการนี้พวกเขาอาจจำเป็นต้อง “ปฏิเสธตนเอง”  

 

“การปฏิเสธตนเอง” หมายถึงการจำกัดเสรีภาพของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ และไม่แสดงทุก “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” ที่จะเป็นเหตุทำร้ายหรือทำลายความเชื่อของพี่น้องคริสเตียนคนอื่นในสิ่งที่เขาเชื่อตามหลักการพระคัมภีร์
• สิ่งที่ตรงกันข้าม “การปฏิเสธตนเอง” คือ “การปกป้องสิทธิของตนเอง” ในการที่จะแสดง “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” ต่อไป โดยไม่สนใจพี่น้อง

 

• เปาโลได้กล่าวในข้อ (2) ว่า คนที่ดึงดันที่จะทำตามสิทธิของตนเองใน “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” ต่อไปบนพื้นฐาน “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” ของตนเองนั้น แท้จริงแล้วเขายังไม่รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ เพราะว่าความรู้ต่างๆ ในชีวิตของเรานั้นไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วน ดังนั้นการกระทำของเราควรตั้งอยู่บนความรักที่มีต่อพระเจ้าและคนอื่นเป็นอันดับแรก หากความรักเป็นสิ่งแรกที่เราใช้ในการตัดสินใจในสิ่งต่างๆ เราจะปฏิเสธที่จะทำหรือหนุนใจให้คนอื่นทำในสิ่งที่ทำให้ผู้เชื่อแม้แต่เพียงหนึ่งคนสะดุดซึ่งเป็นเหตุนำเขาไปสู่ความพินาศ ในข้อ (3) จึงกล่าวว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ของความรักจึงเป็นผู้ที่ “พระเจ้าทรงรู้จักผู้นั้น”

 

• ใครก็ตามที่การกระทำของเขาได้กลายเป็นตัวอย่างให้ผู้เชื่อคนอื่นทำบาปและชักนำไปสู่ความพินาศ (ข้อ 11) ไม่ได้เพียงทำบาปต่อพี่น้องคนนั้นเท่านั้น แต่ยังทำบาปต่อพระเจ้าด้วย เราต้องไม่ลืมว่าการที่พระเยซูคริสต์ต้องมาสิ้นพระชนม์บนกางเขนนั้นสาเหตุหลักก็คือการที่มนุษย์อยากทำตามความต้องการของตนเองตั้งแต่ปฐมกาล บทที่ 3

 

• พระเยซูได้เตือนว่าใครก็ตามที่วางสิ่งที่ทำให้สะดุดล่อลวงให้กระทำบาปต่อหน้าพี่น้องคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าเด็กๆ จะต้องรับการลงโทษอย่างรุนแรง
• มัทธิว 18:5-7 5ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเราด้วย 6แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิด ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า 7วิบัติแก่โลกนี้ด้วยเหตุให้หลงผิด ถึงจำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด แต่วิบัติแก่ผู้ที่ก่อเหตุให้หลงผิดนั้น”

 

• การวาง “สิ่งที่ก่อให้เกิดการหลงผิด” - เช่น ความสนุกสนานบันเทิงตามแบบอย่างของโลก คำสอนตามปัญญาของมนุษย์ ภาพยนตร์ที่ผิดศีลธรรม สื่อลามกอนาจาร ยาเสพติด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แบบอย่างที่ไม่ดี ครูสอนผิด การเป็นมิตรที่ไม่ชอบธรรม – ก็คือการนำชีวิตไปเชื่อมต่อกับซาตานผู้ที่เป็นบิดาแห่งการโกหกหลอกลวงนั่นเอง (ยอห์น 8:44)

 

2. การประยุกต์ใช้ในกรณีอื่น

• ในบริบทท้องถิ่นของเราก็คล้ายๆ กับที่โครินธ์เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักพระเจ้า อาจจะมีคนนำเราไปเกี่ยวข้องกับรูปเคารพต่างๆ เช่น ยกรูปเคารพให้เรา หรือให้เราแสดงออกบางอย่างต่อรูปเคารพในพิธีกรรมตามความเชื่อ หรือในกรณีอื่นๆ แม้ไม่เกี่ยวกับรูปเคารพ แต่เป็นเรื่องที่อาจทำให้พี่น้องสะดุด เราก็สามารถนำหลักการจาก 1โครินธ์ บทที่ 8 รวมถึงบทเรียนในสองครั้งที่ผ่านมา ไปประยุกต์ใช้ได้

 

ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 13:42 น.