| บทเรียนพระคัมภีร์_คริสเตียนกับรูปเคารพ ตอนที่3/3: กรณีศึกษา: การรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพ |
|
|
|
| เขียนโดย Webmaster |
| วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 13:25 น. |
|
บทเรียนพระคัมภีร์
• เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์: เมืองโครินธ์เป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งของประเทศกรีซ เป็นเมืองใหญ่มีความเจริญในหลายทางในช่วงชีวิตของเปาโล คนในเมืองนี้มีความหยิ่งในความรู้ มีความมั่งคั่งทางวัตถุ และความชั่วร้ายทางศีลธรรม สามารถกล่าวได้ว่าความบาปทุกชนิดสามารถเฟื่องฟูในเมืองที่เต็มไปด้วยราคะเมืองนี้ได้
• ในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถวายให้แก่รูปเคารพนั้น สามารถอธิบายภูมิหลังเพิ่มเติมได้อย่างน้อย 2 ประการคือ:-
• ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ประการท่ามกลางผู้เชื่อในเมืองโครินธ์คือ เรื่องการเป็นส่วนหนึ่งหรือการเข้าร่วมงานเลี้ยงของรูปเคารพ กับการรับประทานเนื้อที่ขายในตลาดที่ถูกใช้เป็นเครื่องบูชามาก่อน
1. คำสอนของเปาโล จาก 1โครินธ์ บทที่ 8• ในบทที่ 8 นี้และต่อเนื่องไปถึงบทที่ 10 เปาโลได้กล่าวถึงคำถามของชาวโครินธ์เกี่ยวกับเนื้อที่ถวายให้แก่รูปเคารพว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ในการซื้อมาและรับประทาน และรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในเทศกาลในวิหารของรูปเคารพ
• ในการแก้ไขประเด็นปัญหานี้ เปาโลได้แสดงถึงหลักการที่สำคัญซึ่งคริสเตียนทุกยุคทุกสมัยจะต้องนำไปปฏิบัติ หลักการนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุก “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” (หมายถึงพฤติกรรมที่อาจจะไม่ผิดในตัวมันเอง ในกรณีนี้ก็คือการรับประทานอาหารที่ถวายรูปเคารพแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วสามารถทานได้เพราะในข้อ 4 เปาโลกล่าวว่ารูปเคารพนั้นไม่มีอะไรในแง่ของอาหาร ดังนั้นอาหารแม้ถวายให้รูปเคารพแล้วยังสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีความรู้อย่างนี้ โดยเฉพาะผู้เชื่อใหม่) ที่อาจจะเป็นเหตุให้ผู้เชื่อหลายคนถูกทดลองให้กระทำบาปและนำพวกเขาไปสู่ความพินาศ
• ข้อ 11 “ความรู้ของท่านจะทำให้พี่น้องที่มีความเชื่ออ่อน ซึ่งพระคริสต์ได้ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อเขาต้องพินาศไป”
• “การปฏิเสธตนเอง” หมายถึงการจำกัดเสรีภาพของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ และไม่แสดงทุก “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” ที่จะเป็นเหตุทำร้ายหรือทำลายความเชื่อของพี่น้องคริสเตียนคนอื่นในสิ่งที่เขาเชื่อตามหลักการพระคัมภีร์
• เปาโลได้กล่าวในข้อ (2) ว่า คนที่ดึงดันที่จะทำตามสิทธิของตนเองใน “พฤติกรรมที่เป็นปัญหา” ต่อไปบนพื้นฐาน “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” ของตนเองนั้น แท้จริงแล้วเขายังไม่รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ เพราะว่าความรู้ต่างๆ ในชีวิตของเรานั้นไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วน ดังนั้นการกระทำของเราควรตั้งอยู่บนความรักที่มีต่อพระเจ้าและคนอื่นเป็นอันดับแรก หากความรักเป็นสิ่งแรกที่เราใช้ในการตัดสินใจในสิ่งต่างๆ เราจะปฏิเสธที่จะทำหรือหนุนใจให้คนอื่นทำในสิ่งที่ทำให้ผู้เชื่อแม้แต่เพียงหนึ่งคนสะดุดซึ่งเป็นเหตุนำเขาไปสู่ความพินาศ ในข้อ (3) จึงกล่าวว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ของความรักจึงเป็นผู้ที่ “พระเจ้าทรงรู้จักผู้นั้น”
• ใครก็ตามที่การกระทำของเขาได้กลายเป็นตัวอย่างให้ผู้เชื่อคนอื่นทำบาปและชักนำไปสู่ความพินาศ (ข้อ 11) ไม่ได้เพียงทำบาปต่อพี่น้องคนนั้นเท่านั้น แต่ยังทำบาปต่อพระเจ้าด้วย เราต้องไม่ลืมว่าการที่พระเยซูคริสต์ต้องมาสิ้นพระชนม์บนกางเขนนั้นสาเหตุหลักก็คือการที่มนุษย์อยากทำตามความต้องการของตนเองตั้งแต่ปฐมกาล บทที่ 3
• พระเยซูได้เตือนว่าใครก็ตามที่วางสิ่งที่ทำให้สะดุดล่อลวงให้กระทำบาปต่อหน้าพี่น้องคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าเด็กๆ จะต้องรับการลงโทษอย่างรุนแรง
• การวาง “สิ่งที่ก่อให้เกิดการหลงผิด” - เช่น ความสนุกสนานบันเทิงตามแบบอย่างของโลก คำสอนตามปัญญาของมนุษย์ ภาพยนตร์ที่ผิดศีลธรรม สื่อลามกอนาจาร ยาเสพติด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แบบอย่างที่ไม่ดี ครูสอนผิด การเป็นมิตรที่ไม่ชอบธรรม – ก็คือการนำชีวิตไปเชื่อมต่อกับซาตานผู้ที่เป็นบิดาแห่งการโกหกหลอกลวงนั่นเอง (ยอห์น 8:44)
2. การประยุกต์ใช้ในกรณีอื่น• ในบริบทท้องถิ่นของเราก็คล้ายๆ กับที่โครินธ์เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักพระเจ้า อาจจะมีคนนำเราไปเกี่ยวข้องกับรูปเคารพต่างๆ เช่น ยกรูปเคารพให้เรา หรือให้เราแสดงออกบางอย่างต่อรูปเคารพในพิธีกรรมตามความเชื่อ หรือในกรณีอื่นๆ แม้ไม่เกี่ยวกับรูปเคารพ แต่เป็นเรื่องที่อาจทำให้พี่น้องสะดุด เราก็สามารถนำหลักการจาก 1โครินธ์ บทที่ 8 รวมถึงบทเรียนในสองครั้งที่ผ่านมา ไปประยุกต์ใช้ได้
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.) |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 13:42 น. |















