Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_พระสิริของพระเจ้า

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday45
mod_vvisit_counterYesterday105
mod_vvisit_counterThis week556
mod_vvisit_counterLast week827
mod_vvisit_counterThis month3401
mod_vvisit_counterLast month3470
mod_vvisit_counterAll days28397
สมาชิก : 133
Content : 149
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 40177

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

jesus stripped of his raiment.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


บทเรียนพระคัมภีร์_พระสิริของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 17:12 น.
บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง พระสิริของพระเจ้า
โดย Webmaster ของ www.christiancmu.com

เอเสเคียล 10:4 “และพระสิริของพระเจ้าก็ขึ้นจากเครูบไปยังธรณีประตูพระนิเวศ และพระนิเวศนั้นก็มีเมฆคลุมอยู่เต็มและลานนั้นก็เต็มไปด้วย ความสุกใสแห่งพระสิริของพระเจ้า”

1 คำจำกัดความของ “พระสิริของพระเจ้า”

• วลี “พระสิริของพระเจ้า” (The Glory of God) ถูกใช้ในพระคัมภีร์ในหลายๆ ทาง ซึ่งทำให้เราได้เข้าใจความหมายของพระสิริของพระเจ้ามากขึ้น

1.1) บางครั้งใช้อธิบายความงดงามและพระบารมีของพระเจ้า (God’s splendor and majesty) ซึ่งเป็นพระสิริที่แสนยิ่งใหญ่ที่ไม่มีมนุษย์คนใดที่ได้เห็นและมีชีวิตอยู่ได้

- เชื่อมโยงกับ 1พงศาวดาร 29:11 “ข้าแต่พระเจ้าความยิ่งใหญ่ ฤทธานุภาพ พระสิริชัยชนะและความโอ่อ่าตระการเป็นของพระองค์  และบรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์ และในแผ่นดินโลกเป็นของพระองค์  ข้าแต่พระเจ้า ราชอาณาจักรเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นที่ยกย่องเป็นจอมของสิ่งสารพัด”
- ฮาบากุก 3:3-5 “3พระเจ้าเสด็จจากเทมาน องค์บริสุทธิ์เสด็จจากภูเขาปาราน สง่าราศีของพระองค์คลุมทั่วฟ้าสวรรค์ และโลกก็เต็มด้วยคำสรรเสริญพระองค์ 4ความผ่องใสของพระองค์ดังแสงสว่าง มีลำแสงแวบมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงกำบังฤทธานุภาพของพระองค์เสียที่นั่น 5โรคระบาดเดินนำหน้าพระองค์ ภัยพิบัติมาชิดตามหลังพระองค์”
- อพยพ 33:18-23 “18โมเสสจึงกราบทูลว่า "ขอทรงโปรดสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด" 19พระองค์จึงตรัสตอบว่า "เราจะให้คุณความดีของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของเราคือ เยโฮวาห์ ให้ประจักษ์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น และเราประสงค์จะเมตตาแก่ผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น" 20พระองค์จึงตรัสว่า "เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้" 21พระเจ้าตรัสอีกว่า "นี่แหละมีที่แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เรา เจ้าจงไปยืนอยู่บนศิลานั้น 22แล้วขณะเมื่อพระสิริของเรากำลังผ่านไป เราจะซ่อนเจ้าไว้ในช่องศิลา และจะบังเจ้าไว้ด้วยมือเราจนกว่าเราจะผ่านไป 23เมื่อเราเอามือของเราออกแล้ว เจ้าจะเห็นหลังของเรา แต่หน้าของเราเจ้าจะมิได้เห็น”

- อย่างมากที่สุด ก็มีเพียงคนหนึ่งที่ได้เห็น “ลักษณะทรวดทรงแห่งพระสิริของพระเจ้า” (เกี่ยวข้องกับนิมิตที่เอเสเคียลมองเห็นพระเจ้าบนบัลลังก์, เอเสเคียล 1:26-28)
- เอเสเคียล 1:26-28 “26และเหนือท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของสัตว์นั้นมีสิ่งคล้ายบัลลังก์มีลักษณะเหมือนไพฑูรย์ และบนสิ่งที่เหมือนบัลลังก์นั้นก็มีลักษณะเหมือนมนุษย์ 27และข้าพเจ้าเห็นประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ เหมือนไฟที่บังไว้อยู่รอบข้าง เหนือสิ่งที่เหมือนบั้นเอวของผู้นั้นขึ้นไป และจากสิ่งที่เหมือนบั้นเอวลงมา ข้าพเจ้าเห็นเหมือนไฟและมีความสุกใสอยู่รอบท่านผู้นั้น 28ลักษณะความสุกใสที่อยู่รอบนั้นเหมือนกับสัณฐานรุ้งที่ปรากฏในเมฆเมื่อฝนตก ลักษณะทรวดทรงแห่งพระสิริของพระเจ้าเป็นดังนี้แหละ และเมื่อข้าพเจ้าเห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึงดิน และข้าพเจ้าได้ยินเสียงท่านผู้หนึ่งตรัส”
- ในความหมายนี้ พระสิริของพระเจ้าแสดงลักษณะเฉพาะของพระองค์ที่ไม่มีใครเหมือน สำแดงความบริสุทธิ์ของพระองค์ และสำแดงความล้ำเลิศของพระองค์เหนือสิ่งใด
- เชื่อมโยงกับ อิสยาห์ 6:1-3 “1ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับณพระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 2เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป 3ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์"”
- เชื่อมโยงกับ โรม 11:36 “เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน”
- ฮีบรู 13:21 “โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์นั้น ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลาย ให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์ โดยพระเยซูคริสต์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน”

- เปโตรใช้คำว่า “พระสิริอันยิ่งใหญ่” แทนการใช้พระนามของพระเจ้า
- 2เปโตร 1:17 “เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์ได้ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระบิดา และพระสุรเสียงจากพระสิริอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงพระองค์ ตรัสแก่พระองค์ว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก”

1.2) พระสิริของพระเจ้ายังหมายถึงการทรงสถิตของพระเจ้าที่มองเห็นได้ด้วยตาท่ามกลางประชากรของพระองค์ ซึ่งถูกเรียกภายหลังด้วยพวกรับบีว่า “Shekinah” (ภ.ฮีบรู อ่านว่า “ซิคิน่ะ”)

- Shekinah(ซิคิน่ะ) เป็นคำภาษาฮีบรู แปลว่า “การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า” ใช้เพื่ออธิบายการสำแดงที่มองเห็นได้ด้วยตาของการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าและพระสิริของพระองค์
- โมเสสได้เห็นพระสิริแบบ Shekinah(ซิคิน่ะ) หรือพระสิริที่มองเห็นได้ ในเสาเมฆและเสาเพลิง
- อพยพ 13:21 “พระเจ้าเสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง ให้เขามีแสงสว่างเพื่อจะได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน”
- ในอพยพ 29:43 เรียกสิ่งนี้ว่า “พระสิริของเรา”
- อพยพ 29:43 “ที่นั่นเราจะพบกับชนชาติอิสราเอล และพลับพลานั้นจะรับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยพระสิริของเรา”
- ซึ่งเชื่อมโยงกับ อิสยาห์ 60:2 “เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า”

- พระสิรินี้ปกคลุมภูเขาซีนายเมื่อพระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติของพระองค์ ปกคลุ่มเต็นท์นัดพบ นำทางอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร และต่อมาได้ปกคลุมวิหารของซาโลมอน
- อพยพ 24:16-17 “16พระสิริของพระเจ้ามาอยู่บนภูเขาซีนาย เมฆนั้นปกคลุมภูเขาอยู่หกวัน ครั้นวันที่เจ็ด พระองค์ทรงเรียกโมเสสจากหมู่เมฆ 17พระสิริของพระเจ้า ปรากฏแก่ตาชนชาติอิสราเอลเหมือนเปลวไฟไหม้อยู่บนยอดภูเขา”
- อพยพ 40:34 “ในขณะนั้นมีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้ และพระสิริของพระเจ้า ก็ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น”
- อพยพ 40:36-38 “36ตลอดการเดินทางของเขา เมฆนั้นถูกยกขึ้นจากพลับพลาเมื่อใด ชนชาติอิสราเอลก็ยกเดินต่อไปทุกครั้ง 37แต่หากว่าเมฆนั้นมิได้ถูกยกขึ้นไป เขาก็ไม่ออกเดินทางเลย จนกว่าจะถึงวันที่เมฆนั้นจะถูกยกขึ้นไป 38เพราะตลอดทางที่เขายกเดินไปนั้น ในกลางวันเมฆของพระเจ้าทรงสถิตอยู่เหนือพลับพลา และในตอนกลางคืนมีไฟในเมฆนั้นประจักษ์แก่ตาของวงศ์วานอิสราเอลทั้งปวง”
- 2พงศาวดาร 7:1 “เมื่อซาโลมอนทรงจบคำอธิษฐานของพระองค์แล้ว ไฟได้ลงมาจากฟ้าสวรรค์ไหม้เครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาเสีย และพระสิริของพระเจ้าก็เต็มพระนิเวศ”
- 1พงศ์กษัตริย์ 8:11-13 “11ปุโรหิตจึงยืนปรนนิบัติอยู่ไม่ได้ เพราะเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า 12แล้วซาโลมอนตรัสว่า "พระเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์จะประทับในความมืดทึบ 13ข้าพระองค์ได้สร้างพระนิเวศอัน เป็นที่ประทับสำหรับพระองค์เป็นสถานที่เพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่เป็นนิตย์”

- ที่เจาะจงมากกว่านั้น พระเจ้าทรงประทับอยู่ระหว่างเครูบในอภิสุทธิสถาน
- 1ซามูเอล 4:4 “เขาจึงใช้คนไปที่เมืองชิโลห์ และเขานำหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าจอมโยธา ผู้ประทับที่บัลลังก์พวกเครูบ บุตรทั้งสองของเอลี คือโฮฟนีและฟีเนหัส ก็อยู่กับหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าที่นั่น”
- 2ซามูเอล 6:2 “และดาวิดก็ทรงลุกขึ้นไปกับประชาชนทั้งสิ้น ที่อยู่กับพระองค์จากบาอาเลยูดาห์ เพื่อทรงนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากที่นั่นซึ่งเรียกตามพระนาม คือพระนามของพระเจ้าจอมโยธาผู้ประทับบนเครูบ”
- สดุดี 80:1 “ข้าแต่พระผู้ทรงเลี้ยงดูอิสราเอลอย่างเลี้ยงแกะคือพระองค์ผู้ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแพะแกะ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ พระผู้ประทับเหนือเครูบ ขอทรงทอแสงออกมา”
- เอเสเคียลได้เห็นพระสิริของพระเจ้าขึ้นและออกไปจากพระวิหารเพราะที่นั่นเต็มไปด้วยการนับถือรูปเคารพ
- เอเสเคียล 10:4 “และพระสิริของพระเจ้าก็ขึ้นจากเครูบไปยังธรณีประตูพระนิเวศ และพระนิเวศนั้นก็มีเมฆคลุมอยู่เต็มและลานนั้นก็เต็มไปด้วย ความสุกใสแห่งพระสิริของพระเจ้า”
- เอเสเคียล 10:18-19 “18แล้วพระสิริของพระเจ้าได้ไปจากธรณีประตูพระนิเวศ สถิตเหนือเหล่าเครูบ 19เมื่อเหล่าเครูบ ออกไปก็กางปีกออกบินขึ้นไปจากพิภพต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า วงล้อก็ตามข้างไปด้วยและไปยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูด้านตะวันออกของพระนิเวศแห่งพระเจ้า และพระสิริของพระเจ้าของอิสราเอลก็อยู่เหนือเครูบเหล่านั้น”

- พระสิริที่มองเห็นได้ (Shekinah) ในพระคัมภีร์ใหม่คือพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งมีพระสิริเช่นเดียวกันกับพระเจ้าได้เสด็จมาในร่างกายเนื้อหนังของมนุษย์เพื่ออยู่ท่ามกลางเรา
- ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”
- บรรดาคนเลี้ยงแกะในเยรูซาเล็มได้เห็นพระสิริของพระเจ้าในวันที่พระเยซูทรงประสูติ
- ลูกา 2:9 “มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่เขา และพระสิริของพระเป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา และเขากลัวนัก”

- เหล่าสาวกได้เห็นพระสิรินี้ในวันที่พระเยซูทรงจำแลงพระกาย
- มัทธิว 17:2 “แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง”
- 2เปโตร 1:16-18 “16เพราะว่าเมื่อเราได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบถึงฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ของเรา และการที่พระองค์จะเสด็จมานั้น เราไม่ได้คล้อยตามนิยายที่เขาแต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด แต่เราเป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ 17เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์ได้ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระบิดา และพระสุรเสียงจากพระสิริอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงพระองค์ ตรัสแก่พระองค์ว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก" 18เราก็ได้ยินพระสุรเสียงนี้จากสวรรค์ เพราะว่าเราได้อยู่กับพระองค์ที่ภูเขาบริสุทธิ์นั้น”

- และสเทเฟนได้เห็นพระสิรินี้ในเวลาที่เขาได้พลีชีพเพราะความเชื่อ
- กิจการ 7:55 “ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นพระสิริของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์”

1.3) ด้านที่สามของพระสิริคือการทรงสถิตและฤทธิ์อำนาจฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า

- แม้ว่าฟ้าสวรรค์จะประกาศพระสิริของพระเจ้าและแผ่นดินโลกทั้งหมดจะเต็มไปด้วยพระสิริของพระองค์ แต่ความสว่างแห่งพระสง่าราศีของพระองค์ยังไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลานี้และยังไม่เป็นที่รู้จักท่ามกลางมนุษย์
- สดุดี 19:1 “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์”
- เชื่อมโยงกับ โรม 1:19-20 “19เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว 20ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย”
- อิสยาห์ 6:3 “ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์"”
- เชื่อมโยงกับฮาบากุก 2:14 “เพราะว่าพิภพจะเต็มไปด้วย ความรู้ในเรื่องพระสิริของพระเจ้า ดังน้ำที่เต็มทะเล”

- อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อจะมีประสบการณ์แห่งพระสิริและการทรงสถิตของพระองค์ในความใกล้ชิดกับพระองค์ ในความรัก ในความชอบธรรม และการทรงสำแดงของพระองค์ผ่านทางฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์
- 2โครินธ์ 3:18 “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”

- เมื่อเรามีประสบการณ์ในการใกล้ชิดกับพระเจ้า ในความรัก ในความชอบธรรม และในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ผ่านทางการอธิษฐานและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะส่งผลให้เราเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น
- 2โครินธ์ 4:6 "เพราะว่าพระเจ้าองค์นั้นผู้ได้ตรัสสั่งให้ความสว่างออกมาจากความมืด ได้ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา เพื่อให้เรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า ปรากฏในพระพักตร์ของพระคริสต์"

- ในยุคนี้การเปลี่ยนแปลงของเราจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องเพิ่มขึ้นตามลำดับและยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา เราจะเห็นพระองค์หน้าต่อหน้าและการเปลี่ยนแปลงของเราก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์
- 1ยอห์น 3:2 “ท่านที่รักทั้งหลาย บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น”
- วิวรณ์ 22:4 “เขาเหล่านั้นจะเห็นพระพักตร์พระองค์ และพระนามของพระองค์จะประทับอยู่ที่หน้าผากเขา”

1.4) พระคัมภีร์เดิมเตือนว่าการนมัสการรูปเคารพใดๆ เป็นการล่วงเกินพระสิริของพระเจ้า และนำการลบหลู่มาสู่พระนามของพระองค์

- เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ต่อเราในฐานะพระผู้ไถ่ พระนามของพระองค์ก็ได้รับการยกย่อง(glorified)  
- สดุดี 79:9 “ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ เพราะเห็นแก่พระสิริแห่งพระนามของพระองค์  ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์และอภัยบาปของข้าพระองค์ เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์”
- เยเรมีย์ 14:21 “เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขออย่าทรงเกลียดพวกข้าพระองค์ ขออย่าให้หลู่เกียรติแห่งพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์ ขอทรงระลึกและอย่าทรงหักพันธสัญญาของพระองค์ซึ่งมีไว้กับข้าพระองค์”

- งานรับใช้ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ในโลกได้นำมาซึ่งพระสิริแด่พระเจ้าหรือถวายเกียรติแด่พระเจ้า (หมายเหตุ คำว่า “พระสิริ" ในภาษาไทยมาจากภาษาอังกฤษว่า glory(กลอรี่) เมื่อพระสิริของพระเจ้าได้รับการยกย่อง ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า glorified(กลอริไฟด์) ซึ่งเป็นคำที่มาจากคำว่า glory เมื่อแปลมาเป็นพระคัมภีร์ภาษาไทยมักจะแปลว่า ถวายเกียรติหรือได้รับเกียรติ)
- ยอห์น 14:13 “สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร”  
- ยอห์น 17:1 “เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้าและตรัสว่า "พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายเกียรติแด่พระองค์”
- ยอห์น 17:4-5 “4ข้าพระองค์ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว 5บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา”

2. พระสิริของพระเจ้าสำแดงในพระเยซูคริสต์

• เมื่ออิสยาห์ได้กล่าวเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ ท่านได้พยากรณ์ว่าพระสิริของพระเจ้าในพระองค์จะปรากฏให้แก่มนุษย์ทุกคนได้เห็น
• อิสยาห์ 40:5 “และจะเผยพระสิริของพระเจ้า และมนุษย์ทั้งสิ้นจะได้เห็นด้วยกัน เพราะพระโอษฐ์ของพระเจ้าตรัสไว้แล้ว”

• ทั้งยอห์นและผู้เขียนพระธรรมฮีบรู ต่างเป็นพยานว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ที่มาทำให้คำพยากรณ์ของอิสยาห์สำเร็จ พระสิริของพระคริสต์คือพระสิริเดียวกันกับที่พระองค์มีร่วมกับพระเจ้าก่อนที่จะทรงสร้างโลก
• ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”
• ฮีบรู 1:3 “พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์  และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว ก็ได้ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน”
• ยอห์น 17:5 “บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา”  

• พระสิริแห่งงานรับใช้ของพระเยซูเหนือกว่าพระสิริแห่งงานรับใช้ในพระคัมภีร์เดิมมาก
• 2โครินธ์ 3:7-11 “7แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย คือตามตัวอักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น  ยังมาด้วยรัศมี(glory) แม้ว่าจะเป็นรัศมี(glory)ที่จางหายไป ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้ 8ดังนั้นการที่ปฏิบัติตามพระวิญญาณจะไม่มีรัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ 9เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก 10อันที่จริงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้นก็อับแสงไปแล้ว เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด 11เพราะถ้าสิ่งที่ได้จางไปยังเคยมีรัศมีถึงเพียงนั้น สิ่งซึ่งจะดำรงอยู่ก็จะมีรัศมีมากยิ่งกว่านั้นอีก” (รัศมีในภาษาไทยตอนนี้มาจากภาษาอังกฤษว่า Glory = พระสิริ)
• เปาโลเรียกพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริ” (Lord of Glory)
• 1โครินธ์ 2:8 “ไม่มีอำนาจครอบครองใดๆ ในยุคนี้ได้รู้จักพระปัญญานั้น เพราะว่าถ้ารู้แล้ว จะมิได้เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริ ตรึงไว้ที่กางเขน”

• และยากอบก็เรียกพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริ”
• ยากอบ 2:1 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง”
• พระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูคริสต์และพระสิริของพระเจ้า

• การอัศจรรย์ที่พระองค์กระทำสำแดงพระสิริของพระองค์
• ยอห์น 2:11 “นี่เป็นการกระทำอันเป็นหมายสำคัญครั้งแรกของพระเยซู ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ และสาวกของพระองค์ก็ได้วางใจในพระองค์”

• พระเยซูทรงจำแลงพระกายในเมฆสุกใสเมื่อพระองค์ทรงรับพระสิริ
• มัทธิว 17:5 “เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด”
• เชื่อมโยงกับ 2เปโตร 1:16-19 “16เพราะว่าเมื่อเราได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบถึงฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ของเรา และการที่พระองค์จะเสด็จมานั้น เราไม่ได้คล้อยตามนิยายที่เขาแต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด แต่เราเป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ 17เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์ได้ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระบิดา และพระสุรเสียงจากพระสิริอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงพระองค์ ตรัสแก่พระองค์ว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก" 18เราก็ได้ยินพระสุรเสียงนี้จากสวรรค์ เพราะว่าเราได้อยู่กับพระองค์ที่ภูเขาบริสุทธิ์นั้น 19และเรามีคำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลายจะถือตามคำนั้น เพราะคำนั้นเป็นเสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างในที่มืด จนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย”

• เวลาที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เป็นเวลาที่พระองค์ทรงประสบเกียรติกิจ(Glorified)
• ยอห์น 12:23-24 “23และพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ถึงเวลาแล้วที่บุตรมนุษย์จะประสบเกียรติกิจ 24เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”
• เชื่อมโยงกับ ยอห์น 17:2-5 “2ดังที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้พระบุตรมีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อให้พระบุตรประทานชีวิตนิรันดร์แก่คนที่พระองค์ทรงมอบแก่พระบุตรนั้น 3และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา 4ข้าพระองค์ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว 5บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา”

• พระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรค์ด้วยพระสิริ และปัจจุบันพระองค์ได้รับการยกย่องในพระสิริ และวันหนึ่งพระองค์จะเสด็จกลับมา “…บนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก” (มัทธิว 24:30)
• เชื่อมโยงกับ กิจการ 1:9 “เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา”
• วิวรณ์ 5:12-13 “12ร้องเสียงดังว่า "พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น เป็นผู้ที่สมควรได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี" 13และข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทรบรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องว่า "ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และพระสิริและฤทธิ์เดช จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์”
• มัทธิว 24:30 “เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก”
• เชื่อมโยงกับ มัทธิว 25:31 “เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์”
• มาระโก 14:62 “พระเยซูทรงตอบว่า "เราเป็นและท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพและเสด็จมาในเมฆแห่งฟ้าสวรรค์"”
• 1เธสะโลนิกา 4:17 “หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์”

3. ประสบการณ์แห่งพระสิริของพระเจ้าในชีวิตของผู้เชื่อ

• พระสิริของพระเจ้าจะประยุกต์มาสู่ผู้เชื่อแต่ละคนเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร?

3.1) เกี่ยวกับพระสิริแห่งพระราชอำนาจในสวรรค์ของพระเจ้า ยังคงเป็นความจริงว่าไม่มีใครที่ได้เห็นพระสิรินี้แล้วยังมีชีวิตอยู่

- เรารู้ว่าพระสิริของพระเจ้าอยู่ที่นั่น แต่เรามองไม่เห็น เพราะว่าพระเจ้าทรงอยู่ในความสว่างและพระสิริที่มนุษย์ไม่สามารถไปถึง

- ไม่มีมนุษย์ที่ต้องตาย(mortal man)คนใดที่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้หน้าต่อหน้า
- 1ทิโมธี 6:16 “พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็น และจะเห็นไม่ได้ พระเกียรติและฤทธานุภาพอันถาวรจงมีแด่พระองค์นั้น อาเมน”

3.2) ส่วนพระสิริที่สามารถมองเห็นด้วยตา (Shekinah) เป็นประสบการณ์ของคนของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม

- ตลอดประวัติศาสตร์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน มีผู้เชื่อหลายคนที่เห็นนิมิตของรูปร่างของพระเจ้า เช่น   อิสยาห์(อิสยาห์ 6) และเอเสเคียล (เอเสเคียล 1) แต่ไม่ใช่ประสบการณ์ปกติที่ใครในปัจจุบันจะมีได้
- อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์แห่งพระสิริของพระเจ้าแบบ Shekinah นี้จะเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อประสบในวาระสุดท้าย เมื่อเราได้เห็นพระเยซูหน้าต่อหน้า เราจะถูกนำไปสู่การทรงสถิตแห่งพระสิริของพระเจ้า ได้มีส่วนร่วมในพระสง่าราศีของพระองค์ และได้รับมงกุฎแห่งศักดิ์ศรี
- ฮีบรู 2:10 “ในการที่พระเจ้าทรงนำบุตรมากหลายไปสู่ศักดิ์ศรี ก็เป็นการเหมาะสมแล้ว ที่พระเจ้าผู้ซึ่งทุกสิ่งดำรงอยู่โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ จะทรงให้ผู้เบิกทางความรอดให้เขาเหล่านั้น พร้อมที่จะทรงดำเนินงานนี้โดยทรงให้รับความทุกข์ทรมาน”  
- 1เปโตร 5:10 “และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น”
- ยูดา 24 “ขอพระเกียรติ พระอานุภาพ ไอศวรรย์ และศักดานุภาพ จงมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองรักษาท่านมิให้ล้ม และทรงนำท่านให้ตั้งอยู่เฉพาะพระสิริของพระองค์ ให้ปราศจากตำหนิ และมีความร่าเริงยินดี คือแด่พระเจ้าองค์เดียว พระผู้ช่วยให้รอดของเรา โดยพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน”
- โรม 8:17-18 “17และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย 18เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่สมควรที่จะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรี ซึ่งจะเผยให้แก่เราทั้งหลาย”
- 1เปโตร 5:4 “และเมื่อพระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ ท่านทั้งหลายจะรับศักดิ์ศรีเป็นมงกุฎที่ร่วงโรยไม่ได้เลย”

- แม้แต่กายใหม่ของเรา(หรือการที่ฟื้นขึ้นจากความตาย) ก็จะมีสง่าราศีของพระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นมาด้วยเช่นกัน
- 1โครินธ์ 15:42-43 “42การซึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้นก็เหมือนกัน สิ่งที่หว่านลงนั้นเป็นของที่จะเน่าเปื่อย สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเน่าเปื่อย 43สิ่งที่หว่านลงนั้นไร้เกียรติ สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะมีศักดิ์ศรี  สิ่งที่หว่านลงนั้นอ่อนกำลัง สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะทรงอานุภาพ”
- ฟิลิปปี 3:21 “พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระสิริของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพซึ่งทำให้พระองค์ปราบสิ่งสารพัดลงใต้อำนาจของพระองค์”

3.3) สำหรับผู้เชื่อในยุคปัจจุบัน ผู้เชื่อที่จริงใจจะมีประสบการณ์ถึงการทรงสถิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า

- พระวิญญาณบริสุทธิ์นำการทรงสถิตของพระเจ้าและพระเยซูคริสต์มาใกล้เรา
- 2โครินธ์ 3:17 “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น”  
- 1เปโตร 4:14 “ถ้าท่านถูกด่าว่าเพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน”
- เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนด้วยฤทธิ์อำนาจเต็มที่ในคริสตจักรผ่านการทรงสำแดงที่เหนือธรรมชาติของพระองค์ ผู้เชื่อจะมีประสบการณ์ถึงพระสิริของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขา นั่นคือ ความรู้สึกยำเกรงต่อการทรงสถิตของพระเจ้า ซึ่งคล้ายคลึงกับที่คนเลี้ยงแกะรู้สึกในทุ่งหญ้าของเบธเลเฮม
- ลูกา 2:8-11 “8ในแถบนั้นมีคนเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา เฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน 9มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่เขา และพระสิริของพระเป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา และเขากลัวนัก 10ฝ่ายทูตองค์นั้นกล่าวแก่เขาว่า "อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง 11เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด”

3.4) ผู้เชื่อที่ละทิ้งบาปและรังเกียจการนับถือรูปเคารพ สามารถรับการเติมเต็มด้วยพระสิริของพระเยซูคริสต์และพระสิริของพระวิญญาณบริสุทธิ์

- ยอห์น 17:22 “เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น”
- 1เปโตร 4:14 “ถ้าท่านถูกด่าว่าเพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน”

- แท้จริงแล้ว เหตุผลหนึ่งของการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ก็คือเพื่อเติมผู้เชื่อด้วยพระสิริของพระองค์
- ลูกา 2:29-32 “29"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข ตามพระดำรัสของพระองค์ 30เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว 31ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย 32เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์"”

- ในฐานะผู้เชื่อ เราต้องดำเนินชีวิตของเราทั้งหมดไปสู่พระสิริของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้รับเกียรติผ่านทางชีวิตของเรา
- ยอห์น 17:10 “ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น”
- 1โครินธ์ 10:31 “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า”  
- 2โครินธ์ 3:18 “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”

 

ขอให้พระเกียรติทั้งสิ้นจงมีแด่พระเจ้า

ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2009 เวลา 17:26 น.