Home บทเรียนพระคัมภีร์ บทเรียนพระคัมภีร์_ของประทานในเอเฟซัส4: ตอนที่1 อัครทูต

Member Login



Search

Who's online?

เรามี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday47
mod_vvisit_counterYesterday161
mod_vvisit_counterThis week366
mod_vvisit_counterLast week1175
mod_vvisit_counterThis month855
mod_vvisit_counterLast month4571
mod_vvisit_counterAll days102492
สมาชิก : 379
Content : 160
เว็บลิงก์ : 9
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 128086

Art Clock

เวลาประเทศไทย

Biblical Image

the entombment of jesus by rembrandt panel ca 164.gif
พันธกิจมานาประจำวัน
อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน
ท่านชอบอะไรในเว็บของเรามากที่สุด
 

บทความที่คล้ายคลึงกัน

Guitar Chords

Guitar Chords


ลงโฆษณาบนเว็บ

สนใจประชาสัมพันธ์สินค้าคริสเตียนบนเว็บ เช่น หนังสือ VCD DCD ของที่ระลึก ฯลฯ

ติดต่อที่ christiancmu@gmail.com

บทเรียนพระคัมภีร์_ของประทานในเอเฟซัส4: ตอนที่1 อัครทูต PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2009 เวลา 16:26 น.

บทเรียนพระคัมภีร์
เรื่อง ของประทานใน เอเฟซัส 4:11

ตอนที่ 1 ของประทานอัครทูต

โดย Webmaster www.christiancmu.com

• อฟ.4:11 “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์”
• พระธรรมเอเฟซัส 4:11 ได้กล่าวถึงของประทานเพื่อการรับใช้ที่พระเยซูทรงประทานแก่คริสตจักร ซึ่งนั่นก็คือของประทานที่ให้แก่ผู้นำฝ่ายวิญญาณ
• เปาโลได้กล่าวว่าพระเยซูทรงประทานของประทานเหล่านี้เพื่อ
1) เตรียมคนของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ (อฟ. 4:12)
2) เพื่อความเติบโตฝ่ายวิญญาณของพระกายของพระคริสต์ (อฟ. 4:13-16)
• เราจะศึกษาร่วมกันในบทที่ 2 นี้ว่า ของประทานใน เอเฟซัส 4:11 นั้นมีอะไรบ้าง

ตอนที่ 1: อัครทูต (Apostles)


- คำว่า “อัครทูต” ถูกใช้กับผู้นำคนสำคัญในพระคัมภีร์ใหม่ มาจาก ภ.กรีกว่า apostello (อะพอสเทลโล่)หมายถึงการส่งบางคนไปในงานพันธกิจพิเศษในฐานะผู้ส่งสาร และการเป็นตัวแทนส่วนบุคคลของผู้ที่ส่งไป
- คำๆ นี้ใช้กับ...
- พระเยซู
o ฮบ. 3:1 “เหตุฉะนั้น ดูก่อนท่านพี่น้องธรรมิกชน ผู้ตอบสนองด้วยกันกับเราในการที่พระเจ้าทรงเรียก จงนึกถึงอัครทูตและมหาปุโรหิตผู้ซึ่งเราเชื่อและรับนั้น คือพระเยซู”
- 12 สาวก
o มธ. 10:2 “อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องของเขา ยากอบบุตรเศเบดี กับยอห์นน้องของเขา”
- เปาโล
o รม. 1:1 “เปาโล  ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งพระองค์ทรงเรียกให้เป็นอัครทูต และได้ทรงตั้งไว้ให้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า”
- คนอื่นๆ
o กจ. 14:4,14 “4แต่พลเมืองส่วนใหญ่แตกเป็นสองพวก พวกหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกยิว และอีกพวกหนึ่งอยู่ฝ่ายอัครทูต 14แต่เมื่ออัครทูตบารนาบัสกับเปาโลได้ยินดังนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตนเสียวิ่งเข้าไปท่ามกลางคนทั้งหลายร้องว่า”
o รม.16:7 “ขอฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสกับยูนีอัส ผู้เป็นญาติของข้าพเจ้า และได้ถูกจำจองร่วมกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกอัครทูต ทั้งได้อยู่ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย”
o กท. 1:19 “แต่ว่าข้าพเจ้าไม่ได้พบอัครทูตคนอื่นเลย นอกจากยากอบ น้องขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

- แสดงว่าอัครทูตไม่ได้มีเพียง 12 คน แต่มีมากกว่านั้น

(1) คำว่า “อัครทูต” ใช้ในพระคัมภีร์ใหม่ในความหมายทั่วไปสำหรับตัวแทนคริสตจักรที่ไปทำงานตามที่มอบหมาย

- เช่นมิชชันนารีสมัยแรก เพราะฉะนั้นในพระคัมภีร์ใหม่ “อัครทูต” หมายถึงใครก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ส่งสารและถูกส่งไปในฐานะมิชชันนารีหรือส่งไปทำงานพิเศษบางอย่าง
- รม.16:7 “ขอฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสกับยูนีอัส ผู้เป็นญาติของข้าพเจ้า และได้ถูกจำจองร่วมกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกอัครทูต ทั้งได้อยู่ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย”
- 2คร.8:23 “ส่วนทิตัส เขาเป็นเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า และเป็นผู้ช่วยในการรับใช้ท่านทั้งหลาย ส่วนพี่น้องสองคนนั้น เขาเป็นทูตรับใช้ของคริสตจักรทั้งหลายเป็นศักดิ์ศรีของพระคริสต์”
- ฟป.2:25 “ข้าพเจ้าคิดแล้วว่า จะต้องให้เอปาโฟรดิทัสน้องของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและเพื่อนทหารของข้าพเจ้า และเป็นผู้รับใช้ของพวกท่านให้ปรนนิบัติข้าพเจ้าในยามขัดสน ไปหาท่านทั้งหลาย”

- พวกเขาเป็นบุคคลที่สำแดงความเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณเป็นพิเศษ ได้รับการเจิมด้วยฤทธิ์เดชให้สามารถเผชิญกับอำนาจมืดได้ และสามารถเป็นพยานข่าวประเสริฐได้ด้วยการอัศจรรย์ และเป็นผู้อุทิศตัวในการก่อตั้งคริสตจักรตามคำสอนของอัครทูต ผู้รับใช้เหล่านี้เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์และการแพร่ขยายของข่าวประเสริฐ
- กจ.11:21-26 “21และพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา คนเป็นอันมากที่เชื่อก็กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า 22ข่าวนี้ก็เล่าลือไปยังคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม เขาจึงใช้บารนาบัสให้ไปยังเมืองอันทิโอก 23เมื่อบารนาบัสมาถึงแล้ว และได้เห็นพระคุณของพระเจ้าก็ปีติยินดี จึงได้เตือนคนเหล่านั้น ให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า 24บารนาบัสเป็นคนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า 25บารนาบัสจึงไปหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัส 26เมื่อพบแล้วจึงพามายังเมืองอันทิโอก ท่านทั้งสองได้ประชุมกันกับคริสตจักรตลอดปีหนึ่ง ได้สั่งสอนคนเป็นอันมาก และในเมืองอันทิโอก นั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก”
- กจ.13:50 “แต่พวกยิวได้ยุยงพวกสตรีมีศักดิ์ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่ถือพระเจ้า กับทั้งผู้ชายที่เป็นใหญ่ในเมืองนั้น ให้เคี่ยวเข็ญและไล่เปาโลกับบารนาบัสออกจากเมืองของเขา”
- กจ.14:19-22 “19แต่มีพวกยิวบางคนมาจากเมืองอันทิโอก และเมืองอิโคนียูม เมื่อได้ชักชวนประชาชนแล้ว เขาก็ได้เอาหินขว้างเปาโลและลากท่านออกไปจากเมือง คิดว่าท่านตายแล้ว 20แต่พวกสาวกได้ล้อมท่านไว้แล้วท่านก็ลุกขึ้นเข้าไปในเมือง วันรุ่งขึ้นจึงเลยไปยังเมืองเดอร์บีกับบารนาบัส 21ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และได้คนมาเป็นสาวกมาก จึงกลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก 22กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถือมั่นขึ้น เตือนเขาให้ดำรงอยู่ในพระศาสนา และสอนให้เขาเข้าใจว่า เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมาก จึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”
- กจ.15:25-26 “25พวกข้าพเจ้าจึงพร้อมใจกันเห็นชอบที่จะเลือกคนและใช้เขามายังท่านทั้งหลาย พร้อมกับบารนาบัส และเปาโลผู้เป็นที่รักของเรา 26และเป็นผู้อุทิศชีวิตของตน เพื่อพระนามแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา”

- พวกเขาเป็นผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อและคำอธิษฐาน
- กจ.11:23-25 “23เมื่อบารนาบัสมาถึงแล้ว และได้เห็นพระคุณของพระเจ้าก็ปีติยินดี จึงได้เตือนคนเหล่านั้น ให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า 24บารนาบัสเป็นคนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า 25บารนาบัสจึงไปหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัส”
- กจ.13:2-5 “2เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหาร พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า "จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น" 3เมื่อถืออดอาหารอธิษฐาน และวางมือบนบารนาบัสกับเซาโลแล้ว เขาก็ใช้ท่านไป 4เหตุฉะนั้นท่านทั้งสองที่ได้รับใช้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงลงไปเมืองเซลูเคีย และได้แล่นเรือจากที่นั่นไปยังเกาะไซปรัส 5ครั้นมาถึงเมืองซาลามิส ท่านได้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าในธรรมศาลาของพวกยิว ยอห์นก็อยู่ช่วยด้วย”
- กจ.14:21-23 “21ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และได้คนมาเป็นสาวกมาก จึงกลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก 22กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถือมั่นขึ้น เตือนเขาให้ดำรงอยู่ในพระศาสนา และสอนให้เขาเข้าใจว่า เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมาก จึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า 23ท่านทั้งสองได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร ได้อธิษฐานและถืออดอาหาร ฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่อถือนั้น”

(2) อัครทูตในความหมายทั่วไปยังคงจำเป็นสำหรับพระประสงค์ของพระเจ้าในคริสตจักรปัจจุบัน  

- หากคริสตจักรหยุดที่จะส่งกลุ่มบุคคลที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ การประกาศข่าวประเสริฐไปจนสุดปลายแผ่นดินโลกก็จะถูกหยุดยั้ง กล่าวอีกด้านหนึ่งก็คือ ตราบเท่าที่คริสตจักรสร้างและส่งคนเหล่านั้นออกไป ก็จะสามารถทำให้งานพันธกิจสำเร็จและรักษาความสัตย์ซื่อต่อพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์
- มธ. 28:18-20 “18พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค"

(3) คำว่า “อัครทูต” ยังใช้ในความหมายพิเศษ หมายถึงผู้ที่ได้เห็นพระเยซูคริสต์หลังจากพระองค์ฟื้นจากความตายและได้รับคำบัญชาจากพระองค์เป็นการส่วนตัวให้ไปประกาศข่าวประเสริฐและตั้งคริสตจักร

- ตัวอย่างเช่น สาวก 12 คน และเปาโล พวกเขาใช้สิทธิอำนาจที่พิเศษเฉพาะในคริสตจักรซึ่งสัมพันธ์กับการสำแดงของพระเจ้าและข่าวประเสริฐเริ่มแรก ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นกับใครอีกในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งของอัครทูตในความหมายพิเศษนี้มีลักษณะเฉพาะและจะไม่เกิดซ้ำอีกในปัจจุบัน อัครทูตสมัยแรกไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่ง
- เปาโลได้กล่าวว่าท่านเป็นอัครทูตในความหมายพิเศษนี้เป็นคนสุดท้าย ปัจจุบันคริสตจักรไม่มีอัครทูตในความหมายนี้อีก
- 1คร. 15:8 “ครั้งหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด”
     o คำกล่าวของเปาโลที่ว่า “ครั้งหลังที่สุด” นั้น มีความสำคัญมาก
     o เปาโลเป็นอัครทูตคนสุดท้ายในปแง่ของคนที่ได้รับคำบัญชาพิเศษตัวต่อตัวจากพระเยซูคริสต์เพื่อให้มีส่วนร่วมในการเป็นพยานและวางรากฐานคริสตจักร (กจ.9:3-8, 22:6-11, 26:12-18)
     o อัครทูตเริ่มแรก 12 คนเป็นศิลาเริ่มแรกและศิลารากฐานของคริสตจักร โดยมีพระคริสต์เป็นศิลามุมเอก (อฟ.2:20, มธ.16:18, วว.21:14)
     o ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งอัครทูตของพวกเขาจึงถือเป็นอัครทูตในความหมายพิเศษ ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับมนุษย์คนใดได้อีก เพราะพวกเขาได้รับข่าวสารแห่งข่าวประเสริฐโดยตรงจากพระเยซูคริสต์ จากนั้นได้ใช้ข่าวประเสริฐนั้นในการวางรากฐานคริสตจักรสมัยแรกและรากฐานของคริสตจักรสมัยปัจจุบันที่เชื่อในข่าวสารของพวกเขาผ่านทางพระคัมภีร์ใหม่
     o อัครทูตเริ่มแรก 12 คนและเปาโลจึงไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่งของพวกเขา

(4) งานสำคัญของอัครทูตในพระคัมภีร์ใหม่คือการก่อตั้งคริสตจักรและวางรากฐานคริสตจักร และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เติบโตขึ้นสู่พระองค์ผู้ทรงเป็นศีรษะ

- ยน.21:15-17 “15เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" เขาทูลพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า "จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด" 16พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เขาทูลตอบพระองค์ว่า "เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์" พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงดูแลแกะของเราเถิด" 17พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ" เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า "เจ้ารักเราหรือ" เขาจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเลี้ยงแกะของเราเถิด”
- 1คร.12:28 “และพระเจ้าได้ทรงโปรดตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร คือหนึ่งอัครทูต สองผู้เผยพระวจนะ สามครูบาอาจารย์ แล้วต่อจากนั้นก็มีผู้กระทำการอันเป็นอิทธิฤทธิ์ ผู้รักษาโรค ผู้อุปการะ ผู้ครอบครอง และผู้รู้ภาษาแปลกๆ”
- 2คร. 11:2-3 “2เพราะว่าข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน เพราะว่าข้าพเจ้าได้หมั้นพวกท่านไว้สำหรับสามีผู้เดียว เพื่อถวายพวกท่านให้แก่พระคริสต์เป็นพรหมจารีบริสุทธิ์ 3แต่ข้าพเจ้าเกรงว่า งูนั้นได้ล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมันฉันใด จิตใจของท่านก็จะถูกล่อลวงให้หลงไปจากความสัตย์ซื่อ และความบริสุทธิ์ต่อพระคริสต์ฉันนั้น”
- อฟ.4:11-13 “11ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”
- งานนี้รวมไว้ด้วยภาระ 2 ประการคือ:-

(ก) ความรีบด่วนในการตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะดำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของคริสตจักรและการแยกตัวออกจากโลกและความบาป (1คร. 5:1-5, 2คร. 6:14-18, ยก. 2:14-26, 1ปต. 2:11, 4:1-5, 1ยน. 2:1, 15-17, 3:3-10)

 

(ข) ภาระต่อเนื่องในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งพระคัมภีร์ใหม่และปกป้องจากคำสอนผิด จากแนวโน้มของศาสนศาสตร์ใหม่ๆ ที่ผิดเพี้ยน และจากครูสอนผิด (รม. 16:17, 1คร.11:2, 2คร.11:3-4, 2ปต. 2:1-3, 1ยน. 4:1-6, 2ยน. 7-11, ยด. 3-4, 12-13)

 

(5) แม้ว่าอัครทูตคริสตจักรสมัยแรกผู้วางรากฐานคริสตจักรจะไม่มีผู้สืบทอด คริสตจักรในปัจจุบันยังคงขึ้นอยู่กับคำสอน ข่าวสาร และความเชื่อของพวกเขา

- คริสตจักรต้องเชื่อฟังและสัตย์ซื่อต่อข้อเขียนของพวกเขา ซึ่งนั่นคือพระคัมภีร์ใหม่ การปฏิเสธการสำแดงที่ได้รับการดลใจผ่านทางอัครทูตคือการหยุดในการเป็นคริสตจักรตามแบบพระคัมภีร์และเป็นการปฏิเสธพระเจ้า
- ยน. 16:13-15 “13เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัส สิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น 14พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย 15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย”
- 1คร. 14:36-38 “36พระวจนะของพระเจ้าเกิดมาจากพวกท่านหรือ ได้ประทานมาถึงท่านแต่พวกเดียวหรือ 37ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะ หรืออยู่ฝ่ายพระวิญญาณก็ควรยอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้น เป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า 38แต่ถ้าผู้ใดไม่รับรู้ข้อความนี้ ผู้นั้นก็ไม่ได้รับการรับรู้”
- กท. 1:9-11 “9ตามที่เราได้พูดไว้ก่อนแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าพูดอีกว่า ถ้าผู้ใดประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่ท่าน ที่ขัดกับข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้รับไว้แล้ว ผู้นั้นจะต้องถูกแช่งสาป 10บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์หรือ ข้าพเจ้าทำให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้ามิใช่หรือ ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประจบประแจงมนุษย์หรือ ถ้าข้าพเจ้ากำลังประจบประแจงมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์ 11พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไปแล้วนั้นไม่ใช่ของมนุษย์”
- ในอีกด้านหนึ่งคือการเชื่อข่าวสารของอัครทูต เชื่อฟังและป้องกันจากการบิดเบือน คือการรักษาความจริงต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ. 20:28, 2ทธ. 1:14) และเป็นการรับประกันชีวิตของผู้เชื่อในพระเจ้า รวมทั้งรักษาการอวยพร และการทรงสถิตของพระองค์ในคริสตจักร

ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
ไม่สงวนลิขสิทธิ์โดย Christian CMU (คริสเตียน มช.)

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2009 เวลา 18:04 น.