| ไวในการฟัง ช้าในการพูด |
|
|
|
| เขียนโดย Paul Pairat |
| วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2011 เวลา 21:03 น. |
|
ไวในการฟัง ช้าในการพูด ในวงสนทนาทุกวันนี้ ไม่ใคร่จะมีใครฟังใครสักเท่าไร บางครั้งคนหนึ่งพูดไม่ทันจบอีกคนก็พูดแทรกขึ้นมา ต่างคนต่างมีความสุขกับการพูดเลยไม่มีคนฟัง บางขณะอาจรู้สึกเหมือนมีคนตั้งใจฟังอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงก็กลายเป็นว่า กำลังฟังเพื่อหาจังหวะสอดแทรกเข้ามาพูดในเรื่องที่เขาอยากพูดบ้าง พระคัมภีร์สอนเราว่า “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด” (ยก.1:19) ไวในการฟัง หมายความว่า ให้เรามีความสนใจและใส่ใจต่อคำพูดของผู้อื่น ไม่ว่าคำพูดเหล่านั้นจะแสดงถึงความเศร้าเสียใจหรือความปิติ ผิดหวังหรือสมหวัง ตีโพยตีพายหรือสงบนิ่ง “ช้าในการพูด” หมายถึง ให้เรารู้จักระงับยับยั้งคำพูดที่อยากจะพูดออกไป ให้รู้จักใคร่ครวญ พินิจพิเคราะห์ถึงความเหมาะควรก่อนที่จะพูด คิดถึงผลกระทบที่จะมีต่อผู้ฟังและต่อตนเอง เพราะคำพูดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียนหรือผู้ที่ติดตามพระคริสต์ ต้องเป็นความจริง และเป็นคำพูดที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและจิตวิญญาณของผู้ฟัง และที่สำคัญคือ เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าของเรา อาจารย์เปาโลกล่าวไว้ว่า “เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าอยากจะอวด ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนเขลา เพราะข้าพเจ้าพูดตามความจริง แต่ข้าพเจ้าระงับไว้ก็เพราะเกรงว่าบางคนจะยกข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาได้รู้จากการเห็นและฟังข้าพเจ้า” (2คร. 12:6) เราจึงต้องระมัดระวังในการพูด เพราะมีคำกล่าวว่า “ก่อนจะพูดเราเป็นนาย แต่เมื่อพูด ออกไปแล้ว คำพูดกลับเป็นนายเรา” ก่อนที่คำพูดจะออกจากปากของเรา เราสามารถที่จะเลือกจะใช้คำพูดอย่างไรก็ได้ แต่คำพูดนั้นจะผูกมัดเราเสมือนหนึ่งเราเป็นทาสของมันทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปากของเรา เพราะเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคำพูดเหล่านั้นได้อีก ดังคำกล่าวที่มาจากสุภาษิตจีนว่า “Once a word leaves your mouth, you cannot chase it back even with the swiftest horse” ถอดความว่า เมื่อคำพูดหลุดออกจากปากของท่านแล้ว ก็ไม่สามารถไล่กวดเพื่อนำมันกลับมาได้ แม้จะใช้ม้าที่มีฝีเท้าเร็วสักปานใดก็ตาม หมั่นฝึกเป็นคนฟังให้เป็น การฟังไม่มีพิษภัยกับใคร มีแต่จะเสริมสร้างให้มีความรู้ ความคิดความอ่าน และก่อให้เกิดปัญญายิ่งขึ้น ทั้งยังจะช่วยให้เรา สามารถเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้นด้วย ผิดกับการพูดที่อาจนำความเสียหายมาแก่ผู้พูดได้หากไม่ระมัดระวัง ดังคำโบราณที่กล่าวว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย” หรือที่นำมาแผลงเป็นว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี” คนบางคนฟังแต่กลับไม่ได้ยินก็มี เพราะเขาเปิดแต่หูแต่ไม่เปิดใจ เหมือนชนชาติอิสราเอลที่ฟังแล้วฟังเล่าแต่ไม่เข้าใจ ก็เพราะทิฐิหรือความดื้อรั้นอวดดีที่อยู่ในใจเขาได้ปิดกั้นไม่ให้รับรู้ถึงสิ่งที่ได้ยิน เช่นเดียวกับบรรดาปราชญ์ชาวกรีกที่ปรามาสอาจารย์เปาโลเมื่อได้ยินถึงเรื่องข่าวประเสริฐว่า “คนเก็บเดนความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ จะใคร่มาพูดอะไรให้เราฟังเล่า” (กจ.17:18) บางคนฟังเทศน์ด้วยท่าทีที่สงบคล้ายตั้งใจ แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลเกินกว่าที่จะได้ยินว่า วันนี้ผู้รับใช้พระเจ้าได้เทศน์เรื่องอะไรบ้าง คนที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฟังได้อย่างเต็มที่ จึงต้องรู้จักฟังด้วยใจที่มีความพร้อม เปิดกว้าง ไม่วอกแวก ไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลเกินกว่าเรื่องที่ได้รับฟัง และฟังด้วยใจที่ปราศจากทิฐิ การถือตัวและอคติใด ๆ อย่าด่วนตัดสินถ้อยคำที่ฟังอยู่นั้นว่า ถูกหรือผิด อย่าด่วนมีความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ โดยนำไปเทียบเคียงกับทัศนคติและค่านิยมเดิม ๆ ของตนเอง จนกว่าจะได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้นจนจบสิ้นกระแสความ แล้วจึงใช้วิจารณญาณพินิจพิเคราะห์ด้วยใจที่เป็นธรรม. “ถึงคนโง่หากนิ่งเสียก็นับว่าเป็นคนฉลาด เมื่อเขาหุบริมฝีปากของเขาก็นับว่าเขามีความคิด” (สุภาษิต 17:28) Paul Pairat
บรรณานุกรม: ฝึกทักษะศิลปะในการฟัง..ใครว่าง่าย / ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ก่อนพูดเราเป็นนาย ..../ประกอบ คุปรัตน์
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2012 เวลา 13:26 น. |
















